แก่งสะพือ เกาะแก่งกลางน้ำที่โดดเด่นของพิบูลมังสาหาร ถึงกาลเวลาจะเปลี่ยนแต่ความขลังไม่เคยเปลี่ยน

เปิดอ่าน 433 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0

แก่งสะพือ เกาะแก่งกลางน้ำที่โดดเด่นของพิบูลมังสาหาร ถึงกาลเวลาจะเปลี่ยนแต่ความขลังไม่เคยเปลี่ยน

วันนี้ได้มีโอกาสเดินทางมาที่อำเภอพิบูลมังสาหารถิ่นประวัติศาสตร์ เพื่อเดินสายชมธรรมชาติของแก่งสะพือ ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 217 ถนนกว้างขวางที่เชื่อมวารินชำราบ และ พิบูลมังสาหาร เข้าด้วยกัน ผ่านช่วงที่ยังมองเห็นท้องนาเขียวขจี ผืนนา ดินตาหมากรุกมีเส้นคันนาตัดขวางเป็นเส้นนำสายตาไปสู่เถียงนาน้อยที่ดอนหัวนา แม่น้ำโขงช่วงไหลผ่านอำเภอพิบูลมังสาหาร จะเต็มไปด้วยเกาะแก่งกลางแม่น้ำ ในฤดูแล้งน้ำลดทำให้เห็นเป็นน้ำตกน้อยใหญ่ งดงามอยู่ท่ามกลางแม่น้ำอันสงบนิ่ง

เมื่อทีมงานมาถึงบริเวณแก่งสือพือ สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าสิ่งแรกที่ผ่านเข้ามาในสายตา คือ หินพระปรมาภิไธย ซึ่งทางราชการได้นำศิลาทรายที่ขุดพบในบริเวณวัดสระแก้ว ทูลเกล้าฯขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ( ในสมัยนั้น ) และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อเป็นอนุสรณ์ในวโรกาสที่ที่ล้นเกล้าได้ เสด็จประพาสแก่งสะพือ และเยี่ยมพสกนิกร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2498 ทรงจารึกพระปรมาภิไธยลงบนแผ่นศิลาทรายด้วยชอล์คสีขาว หินพระปรมาภิไธย จึงนำมาประดิษฐาน บริเวณแก่งสะพือ เป็นอนุสรณ์สถานที่เด่นเป็นสง่า

และล้ำค่าคู้บ้านเมืองพิบูลมังสาหารจนมาถึงปัจจุบัน แก่งสะพือ จังหวัดอุบลราชธานี ถือว่าเป็นแก่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในแม่น้ำมูล ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 45 กิโลเมตร ลักษณะเป็นแก่งที่มีหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน แล้วเกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงหน้าแล้ง ราวเดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม น้ำในแม่น้ำมูลมีระดับต่ำ สามารถมองเห็นแก่งหินชัดเจนสวยงามมากกว่าหน้าฝน ทำให้ช่วงนี้จึงมีประชาชนและนักท่องเที่ยวนิยมพาบุตรหลาน มาเล่นน้ำช่วงวันหยุด เพื่อคลายความร้อนเป็นจำนวนมาก

นอกจากแก่งสะพือจะมีความสวยงามตามธรรมชาติแล้ว ยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  คำว่า “แก่งสะพือ” มาจากภาษาส่วยว่า “กะไซผืด” ..กะไซ แปลว่า งู .. ผืด แปลว่า ใหญ่ .. ต่อมาเพี้ยนเป็น “ซำพืด” หรือ “ซำปื้ด” จนในที่สุดเพี้ยนมาเป็นคำว่า “สะพือ” .. ดังนั้นหากแปลตามความหมายแล้ว “แก่งสะพือ” ก็คือ“แก่งงูใหญ่” นั่นเอง ทั้งนี้มีผู้รู้กล่าวอธิบายว่า ที่มีความหมายแบบนี้ก็เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าแก่งแห่งนี้มีงูใหญ่หรือพญานาคอาศัยอยู่ เพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังแม่น้ำโขง นั่นเอง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นกล่าวว่า เดิมทีบริเวณสองฝั่งแม่น้ำนี้มีเมืองโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก แต่เกิดภัยพิบัติ เมืองจึงถล่มลงในแม่น้ำมูลบางส่วน

และหากดูจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในบริเวณแก่งสะพือก็น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นจริงดังคำกล่าว เพราะมีการสำรวจพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมของปราสาทหิน ได้แก่ ทับหลังศิลปะแบบไพรกเมง (ไพร-กะ-เมง) ที่มีอายุราวพุทธสตวรรษที่ 12-13 พบฐานรูปเคารพ ศิลาจารึก และอื่นๆ ที่รื้อได้จากเนินโบราณสถานเก่า ในเขตวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันที่น่าสนใจ คือ ในบริเวณกลางแก่งสะพือ มีแท่งหินรูปสี่เหลี่ยม ปลายมน มีลายสลักบนหินเป็นรูปเทวสตรี ประทับในท่านั่งขัดสมาธิ ทรงจักร สังข์ และดอกบัว คนทั่วไปเรียกกันว่า “พระสะพือ” หรือ “พระพือ” และตามข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์โบราณคดี

คาดว่าลายสลักน่าจะเป็นรูปของพระลักษมี หรือพระคงคา ตามความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งหากเป็นพระลักษมี ก็อาจจะสมมุติได้ว่าบริเวณแก่งสะพือนั้นเป็นบริเวณที่มีการกวนเกษียรสมุทร ระหว่างเทวดา กับอสูร อันเป็นต้นกำเนิดของพระลักษมี ในพิธีกรรมใหญ่ๆของขอมจะเรียกว่า พิธีอินทราภิเษก ซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันสำหรับ “พระพือ” นั้นเป็นที่เลื่องลือกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ว่าเมื่อใดมีปัญหาทุกข์ร้อน หากมาอธิษฐานขอพร จะทำให้ทำการสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าทำไม่ดีจะมีอันเป็นไป ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในอุโบสถวัดสระแก้ว ในช่วงสงกรานต์แต่ละปี จะมีเทศกาลกราบไหว้พระพือ ที่แก่งสะพือ เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว มีการย้ายพระพือมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ เพราะเกรงว่าจะถูกขโมยไป เนื่องจากมีผู้คนนับถือมาก พวกเด็กๆจะมาขอพรเรื่องการเรียนการสอบ ชาวประมงจะออกไปหาปลาก็ต้องมาสักการะ เพราะเขื่อว่าจะทำให้จับปลาได้มาก ชาวบ้านต่างเคารพบูชาว่าพระพือมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ช่วยดลบันดาลความสุข ความสำเร็จให้แก่ผู้มาขอพร แต่ผู้ที่ขอต้องประพฤติดี

แม้ในปัจจุบัน ความงดงามของแก่งสะพือจะลดน้อยลงไปบ้าง เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำในเขื่อนที่สร้างขึ้น แต่ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเมษายน อันเป็นช่วงที่มีการระบายน้ำออกจากเขื่อน ก็ยังคงเห็นความงดงามของโขดหิน และเกาะแก่ง … อีกทั้งแก่งสะพือยังเป็นสายน้ำที่สำคัญในการสัญจรไปมาของผู้คนในท้องถิ่น และเป็นแหล่งอาหาร จากการที่มีปลาน้ำจืด และสัตว์น้ำนานาชนิดชุกชุม ทำให้การประมงยังเป็นอาชีพที่สำคัญของคนในสองฟากฝั่งของแม่น้ำร้านจำหน่ายอาหารอีสาน เช่น ส้มตำ ไก่ย่าง ปลากเผา มาบริการผู้มาเที่ยว โดยปูเสื้อนั่งรับประทานอยู่ริมแก่งฯ ทำให้เกิดความสนุกสนานและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

ในขณะที่ยังสามารถมองจากตลิ่งไปยังแก่งสะพือที่มีน้ำไหลเซาะเกาะแก่ง น้ำกระเซ็นเป็นสายแตกกระจายเป็นภาพที่งดงามในสายตาขณะเดียวกันบริเวณเส้นทางก่อนที่จะเข้าไปถึงตัวแก่ง มีร้านจำหน่ายของฝาก ของที่ระลึก ตั้งแถวเรียงรายเป็นจำนวนมากให้เลือกซื้อ เป็นของฝากติดมือจากแก่งสะพือ ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ในช่วงนี้เพิ่มขึ้น

ภาพ/ข่าว : ทศพร ก้อนแก้ว ผู้สื่อข่าวจังหวัดอุบลราชธานี **ข่าวชัดประเด็นจริง** รายงานพิเศษ


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : แก่งสะพือ เกาะแก่งกลางน้ำที่โดดเด่นของพิบูลมังสาหาร ถึงกาลเวลาจะเปลี่ยนแต่ความขลังไม่เคยเปลี่ยน

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/91504/