เทคนิคช่วยหลับสนิท เพื่อสุขภาพที่ดี ลดโรค พัฒนาความจำ

เปิดอ่าน 1,631 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0

เทคนิคช่วยหลับสนิท เพื่อสุขภาพที่ดี ลดโรค พัฒนาความจำ

กระทรวงสาธารณสุขแนะ9 วิธีทำให้นอนหลับสนิท เช่น ออกกำลังกาย 4 – 6 ชั่วโมงก่อนนอน รับประทานกล้วยหอม เลี่ยงอาหารมื้อหนัก เป็นต้น ชี้หากนอนหลับไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด และความจำ

วันที่ 8 มีนาคม 2559 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย และศ.เกียรติคุณ แพทย์หญิงคุณนันทา มาระเนตร์ นายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “การส่งเสริมการนอนหลับสนิท ชีวิตมีสุข”

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก ได้กำหนดให้วันศุกร์ในสัปดาห์ที่ 2 เต็มสัปดาห์ของเดือนมีนาคมทุกปี เป็นวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 มีนาคม 2559 และกำหนดคำขวัญ “หลับสนิท ชีวิตมีสุข (Good Sleep is Reachable Dream)” ในการจัดรณรงค์ส่งเสริมการนอนหลับพร้อมกันทั่วโลก โดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย จะจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการนอนหลับทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับและสุขอนามัยการนอนที่ดี เพราะการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่เหมาะสมเพียงพอ จะดีต่อสุขภาพกายและใจ

การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้พักผ่อน ระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ไม่ต้องออกแรงมากเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่เกิดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ปรับสมดุลของสารเคมีต่างๆ ตลอดจนเป็นระยะที่สมองทำการเรียบเรียงข้อมูล และจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ ทำให้สมองเกิดการจดจำและมีพัฒนาการ หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด และความจำ รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ อาจสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานด้วย

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย จัดโครงการส่งเสริมการนอนหลับสนิท ชีวิตมีสุขขึ้น โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการนอนหลับในวันที่ 18 มีนาคม 2559 ที่สถาบันโรคทรวงอก จ.นนทบุรีเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับและสุขอนามัยการนอนที่ดี พร้อมทั้งให้บุคลากรสาธารณสุขและเครือข่าย นำความรู้เกี่ยวกับการนอนหลับให้มีคุณภาพ ไปให้ความรู้ประชาชน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนหลับให้มีคุณภาพ สำหรับในโครงการระยะยาวนั้น กระทรวงสาธารณสุขจะจัดทำแหล่งองค์ความรู้ สื่อความรู้ให้ประชาชนสามารถหาข้อมูลได้ง่าย และทำให้ประชาชนมีความรู้เบื้องต้นในการประเมินคุณภาพการนอนของตนเอง

ด้านนายแพทย์วชิระ กล่าวว่า สำหรับเทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้นมี 9 วิธี ได้แก่ 1.ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน 2.กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับ และมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสารเซโรโทนิน เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล ทำให้หลับสบาย 3.หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีรสเผ็ด รสจัด หรืออาหารหวานมาก ก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร 4.หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน

5.ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจก่อนนอนด้วยการอาบน้ำอุ่น เดินเบา ๆ ไปมา หรือการนั่งสมาธิ และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน 6.จัดระเบียบห้องนอนและกำจัดสิ่งรบกวน ด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอน แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ ทำให้หลับสบายขึ้น 7.เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของสารนิโคติน 8.เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00 – 23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ รวมถึงตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดด้วย และ9.เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วง และไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอน หากไม่ง่วง

การนอนหลับที่เพียงพอสำหรับวัยแรกเกิด (แรกคลอด – 3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมง วัยทารก (4 เดือน – 1 ปี) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง วัยเตาะแตะ (1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง วัยก่อนเข้าเรียน (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง วัยเข้าโรงเรียน (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง วัยรุ่น (14- 17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง วัยผู้ใหญ่ (18-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมง และวัยผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7 – 8 ชั่วโมง

ส่วนจัดกิจกรรมภายในงานส่งเสริมการนอนหลับสนิท ชีวิตมีสุข ที่สถาบันโรคทรวงอก ประกอบด้วย นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี การบรรยายความรู้ ในหัวข้อ “ความสำคัญของการนอนหลับ สุขอนามัยการนอน และความผิดปกติจากการหลับ การเสวนาเกี่ยวกับโรคจากการหลับ การตรวจสุขภาพ พร้อมให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การแนะนำการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก และกิจกรรมการตอบคำถามชิงรางวัล สำหรับกิจกรรมรณรงค์ฯ ของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีรูปแบบมีนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสุขอนามัยการนอน

 

 

 

ข้อมูลจาก:สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2553 © 201/เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ:health.mthai.com/women.thaiza.com/www.xn--22c0cohr1b8cc2cr6npa.com/8healthy.wordpress.com


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : เทคนิคช่วยหลับสนิท เพื่อสุขภาพที่ดี ลดโรค พัฒนาความจำ

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/5830