สมพร มูสิกะ ได้เสนอข้อคิดเห็นเรื่องปมถวายสัตย์ต่อข้อเสนอของพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง

เปิดอ่าน 2,575 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0


๑๗ กันยายน ๒๕๖๒
สมพร มูสิกะ ได้เสนอข้อคิดเห็นเรื่องปมถวายสัตย์ต่อข้อเสนอของพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง

ผมได้แสดงความเห็นใน”กลอนบ้านนอก” หลายครั้ง ผิดถูกไม่ทราบ (ท่านคงอ่านแล้ว )
1 การถวายสัตย์ฯด้วยวาจา เป็นการถวายตรงต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระราชพิธี
2 คำกล่าวแม้จะได้บัญญัติใส่ในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการกล่าวด้วยวาจาต่อหน้าพระพักตร์ จะขาดตกบกพร่องไปแค่ไหนอย่างไร เนื้อหาทั้งสิ้นปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ที่จะชี้ว่า ไม่ถูก ไม่ครบ ทำใหม่ คงไม่ใช่สภาผู้แทน หรือสมาชิกสภาผู้แทน แน่นอน
3 ข้อความที่ถวาย ได้ทูลเกล้าถวายไปก่อนเข้าเฝ้าแล้ว ครั้นถึงวาระถวายด้วยวาจาจึงมีสองนัย คือเป็นการแสดงตนหนึ่ง และเปล่งวาจาอีกหนึ่ง
4 เมื่อพระมหากษัตริย์รับและแนะนำพร้อมอำนวยพร ย่อมถือว่าเสร็จสมบูรณ์
5 ถ้าจะถามว่าเนื้อหาที่ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าอย่างไร ก็ต้องตอบว่า ตามรัฐธรรมนูญ
6 มีผู้รู้ท่านหนึ่งแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การเข้าเข้าเฝ้านั้นนอกจากการถวายสัตย์ฯแล้ว ยังเป็นขอรับพระราชทานพระราชอำนาจในการบริหารด้วย
ผมเชื่อมั่นดังที่ว่ามาครับ
ท่านสมพร เห็นเป็นอย่างไรครับ

กราบเรียน ท่านพลเอก สุรินทร์ พิกุลทอง ที่เคารพ กระผมมีความรู้น้อยได้ใคร่ครวญเป็นเวลาพอสมควร และประกอบกับในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒ สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดอภิปรายทั่วไปในประเด็นนี้โดยไม่มีการลงมติ (มาตรา ๑๕๒) เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับ พระมหากษัตริย์เท่านั้น มีองค์กรต่างๆและบุคคลจำนวนมากได้ยื่นให้องค์กรอิสระกล่าวโทษและให้ความเห็นในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
ตามความเห็นของท่านทั้ง ๖ ข้อดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสูงส่ง หากทุกฝ่ายได้รับไว้พิจารณาก็ยุติไม่ต้องอภิปรายในสภาผู้แทน
แต่กระผมขอกราบเรียนในเรื่องนี้สักเล็กน้อยตามที่ท่านได้กรุณาถามมา ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ดังนี้
๑. การเข้ารับตำแหน่งประมุขของรัฐหรือการมีอำนาจสูงสุดตามคติสมัยโบราณและสมัยกลางได้รับอำนาจจากสวรรค์ พระผู้เป็นเจ้าหรือตามลัทธิความเชื่อหรือทางศาสนา ที่เรียกว่ารับโองการมาปกครองรัฐหรือ
ชนเผ่า ประกอบพิธีกรรมต่างๆแสดงความยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นราชประเพณี ประเพณี เป็นวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะของตนเป็นอารยธรรมของชาตินั้นๆ
๒. เมื่อประเทศต่างๆได้เปลี่ยนเป็นรัฐสมัยใหม่ หรือ รัฐแห่งชาติ( Nation state ) ภายหลังการปฎิวัติอุตสาหกรรม และอำนาจได้เปลี่ยนเป็นของประชาชน เรียกว่า “ประชาธิปไตย” การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งจึงได้เปลี่ยนไปด้วย ในประเทศราชอาณาจักร ประมุขเป็นรัฏฐาธิปัตย์ (ไม่ใช่บุคคลอื่นหรือคณะอื่น) หัวหน้าฝ่ายบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติหรือรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจอธิปไตยผ่านสามทางนี้ ต้องสาบานตนต่อประมุขแห่งรัฐ
ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร การเข้ารับตำแหน่งเรียกว่าถวายสัตย์ปฏิญาณ (มาตรา ๑๖๑) โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ และกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนประเทศราชอาณาจักรอื่นก็เช่นกัน เช่น นายกญี่ปุ่นและมาเลเซียซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเร็วๆนี้ ได้สาบานตนหรือถวายสัตย์ฯต่อพระจักรพรรดิและพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
ในประเทศสาธารณรัฐ รัฐเดี่ยวหรือสหพันธรัฐ ในระบบรัฐสภา หัวหน้าฝ่ายบริหารสาบานตนต่อประมุขหรือประธานาธิบดี ส่วนประเทศใช้ระบบแยกอำนาจหรือระบบประธานาธิบดี เช่นสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีสาบานตนต่อหน้าประชาชน หรือบางประเทศสาบานตนต่อรัฐสภา


๓. การเข้าเฝ้าถวายสัตย์ของพลเอกประยุทธ์ที่กล่าวกันว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทำให้เสียไปหรือไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ เป็นโมฆะ ปฏิบัติผิดรัฐธรรมนูญต้องถวายสัตย์ใหม่อีกครั้ง ถือว่าเป็นความผิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญของไทยบัญญัติให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law) (มาตรา ๕) และถือเช่นนี้มาโดยตลอด ทำให้หลายฝ่ายถือว่าไม่ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญ การใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับหรือเป็นโมฆะ ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎหมายหลักหรือกฎหมายแม่บท (Principle Law) ดังนั้นถ้าเคารพหลักวิชายอมรับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดแต่เป็นเพียงกฎหมายแม่บท ปัญหานี้เป็นที่ยุติ
๔. ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ถืออำนาจอธิปไตยแทนปวงชน มีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา โดยเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น หัวหน้าฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่ตามประเพณีที่ยึดถือกันมาและตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ต้องเข้าเฝ้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์และกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นอันเสร็จสิ้นตามรัฐธรรมนูญ
พระประมุขมีพระราชดำรัสตอบหรือพระบรมราโชวาทตามพระราชประเพณี ดังนั้นเมื่อพระประมุขได้มีพระราชดำรัสเสร็จสิ้นแล้วถือว่านายกรัฐมนตรีได้ปฎิบัติหน้าที่สมบูรณ์แล้วตามประเพณีการปกครองของไทย (มาตรา๕) ให้ถือเป็นที่สุดเพราะประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร เสมือนหนึ่งมีพระบรมราชโองการให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ ราชโองการดังกล่าวให้ถือเป็นที่สุด
ขอกราบเรียนมาด้วยความเคารพ
สมพร มูสิกะ
๑๗ กันยายน ๒๕๖๒


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : สมพร มูสิกะ ได้เสนอข้อคิดเห็นเรื่องปมถวายสัตย์ต่อข้อเสนอของพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/366718