พระฤกษ์มหามงคล สรงพระมุรธาภิเษก – ทรงรับน้ำอภิเษก

เปิดอ่าน 166 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0
พระฤกษ์มหามงคล วันนี้ ๑๐.๐๙-๑๒.๐๐ น. สรงพระมุรธาภิเษก – ทรงรับน้ำอภิเษก

พิธีสำคัญที่สุดวันนี้ – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และนับเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการถ่ายทอดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ โดยทุกสถานีจะเชื่อมสัญญาณการถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 – เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ สดับปกรณ์ และเฉลิมพระราชมณเฑียร โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

มีการประกอบพระราชพิธีสำคัญ 3 อย่าง ตามโบราณราชประเพณีในหลายรัชกาลที่ผ่านมา โดยในหมายกำหนดการตามพระฤกษ์ ประกอบพระราชพิธี เวลา 10.09 – 12.00 น. คือ สรงพระมุรธาภิเษก (การรดน้ำที่พระเศียร) ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานด้านตะวันออก , ทรงรับน้ำอภิเษก (รดน้ำ) ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัฐรบิฐ

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีพิธีที่เรียกว่า สรงน้ำพระมุรธาภิเษก  และ รับน้ำอภิเษกความสำคัญของน้ำในพิธีกรรมของไทยนั้น สืบเนื่องกับคติชำระร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่การมุรธาภิเษก มีความสำคัญอย่างหนึ่งคือการรดน้ำครั้งนี้คือการเปลี่ยน ได้รับอำนาจ หรือเปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีอำนาจอย่างสมบูรณ์สุดในอาณาจักร

ธรรมเนียมการมุรธาภิเษกเพื่อสถาปนาอำนาจหรือยกให้บุคคลที่ได้รับการมุรธาภิเษกให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของทางศาสนาพราหมณ์ที่มีอายุเก่ากว่าพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แนวคิดเรื่องมุรธาภิเษกเกิดมาอย่างน้อย 3,000 ปีเป็นขั้นต่ำ

การมุรธาภิเษกเป็นการให้เทวดารดน้ำพระอินทร์เพื่อให้พระอินทร์เป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่บนสวรรค์ พิธีกรรมนี้จึงถูกจำลองในพิภพมนุษย์ กล่าวคือเปลี่ยนจากพระอินทร์เป็นพระราชา และขุนนางอำมาตย์แทน

แนวคิดเรื่องมุรธาภิเษกในหลักฐานการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกปรากฏในไทยจากหลักฐานที่เห็นชัดสุดจากศิลาจารึกปากน้ำมูล และจารึกถ้ำภูหมาไนซึ่งเป็นของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ซึ่งกล่าวถึงคำว่าอภิเษก อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการทำอภิเษกครั้งนั้นมีลักษณะอย่างไร ไม่มีรายละเอียดจารึกไว้ จึงยังไม่สามารถระบุได้รายละเอียดแบบเจาะจงได้

หลักฐานเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำในพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งกรุงศรีอยุธยาจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แห่งที่เมืองสุพรรณ สระศักดิ์สิทธิ์นี้มีชื่อคือสระเกษ สระแก้ว สระยมนา สระคา แต่ไม่มีข้อมูลว่าใช้สระเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด พบว่าครั้งบรมราชาภิเษกสมัยอยุธยาก็มีใช้แล้ว

รัชกาลที่ 5 เคยทรงเสด็จฯไปที่สระทั้ง 4 โดยมีข้อมูลปรากฏในพระราชหัตถเลขา มีการกล่าวถึงว่า ในสระนี้ไม่มีสัตว์ใดๆ ถือเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ ใช้เฉพาะองค์พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ไม่มีใครกล้านำไปใช้เพราะถือว่าจะกลายเป็นเสนียดจัญไรเนื่องจากบุญไม่พอ จะต้องมีผู้ตั้งกองอารักขาไว้ ไม่มีใครตักน้ำในสระนี้ได้ แต่เคยมีกรณีเจ้าประเทศราชองค์หนึ่งแอบให้คนมาตักน้ำ ถ้านับกันตามกฎคือต้องโทษกบฏ

นอกจากสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แล้ว หม่อมราชวงศ์แสงสูรย์ ลดาวัลย์ อธิบายไว้ว่า เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ถึงรัชกาลที่ 4 มีการเพิ่มน้ำที่เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” (อ้างอิงการสะกดตามข้อมูลจากคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก) คือแม่น้ำทั้ง 5 สายในประเทศไทย (แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 สายในอินเดียกับในไทยนับแตกต่างกัน)

สำหรับไทยมาจากแม่น้ำบางปะกง ตักน้ำที่บึงพระอาจารย์ แขวงเมืองนครนายก, แม่น้ำป่าสัก ตักน้ำที่ตำบลท่าราบ แขวงเมืองสระบุรี, แม่น้ำเจ้าพระยา ตักน้ำที่ตำบลบางแก้ว แขวงเมืองอ่างทอง, แม่น้ำราชบุรี ตักน้ำที่ตำบลดาวดึงส์ แขวงเมืองสมุทรสงคราม และแม่น้ำเพชรบุรี ตักน้ำที่ตำบลท่าไชย แขวงเมืองเพชรบุรี

ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 น้ำที่ใช้ยังเป็นเบญจสุทธคงคา และน้ำ 4 สระที่เมืองสุพรรณเป็นทั้งน้ำสรงพระมุรธาภิเษก และน้ำอภิเษกแบบเดียวกับรัชกาลก่อน แต่ปี พ.ศ. 2416 พระองค์เสด็จประพาสอินเดีย ซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ พระองค์ตักน้ำแม่น้ำคงคาในครั้งนั้นด้วย

ช่วงนั้นโลกทัศน์ในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 มีความคิดวิชาการตามแบบโลกวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งแนวคิดตามจารีต เพราะฉะนั้นเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสอินเดีย พระองค์ทรงตักน้ำจากแม่น้ำคงคามาเจือในน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ของพระองค์

เวลาต่อมา แนวคิดเรื่องการสรงน้ำบรมราชาภิเษกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในช่วงรัชกาลที่ 6 ครั้งนั้นยังยึดถือตามน้ำสรงแบบรัชกาลที่ 5 เป็นพื้นฐาน แต่สังคมในรัชกาลที่ 6 เปลี่ยนแปลงเพราะว่า หลังรัชกาลที่ 5 ปฏิรูปการปกครองโดยยกเลิกตำแหน่งเสนาบดีและตำแหน่งจตุสดมภ์ บรรดาหัวเมืองเอกโทก็ยกเลิกไป แนวคิดเรื่องความเป็นรัฐชาติเกิดขึ้น เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 การตักน้ำใช้สรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงเพิ่มขึ้น น้ำที่เพิ่มขึ้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ น้ำที่ได้จากเจดียสถาน คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของรัฐโบราณ อีกส่วนคือน้ำที่เสกตามวัดประจำมณฑลต่างๆ

น้ำศักดิ์สิทธิ์ตามปูชนียสถานสำคัญตามรัฐโบราณที่มีในประเทศไทย อาทิ แม่น้ำป่าสัก เสกที่พระพุทธบาท สระบุรี กรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าเสด็จมากดพระบาทประทานให้

ตัวอย่างอีกแห่งคือที่พิษณุโลกตักที่สระแก้ว สระขวัญ และเสกน้ำที่วิหารพระพุทธชินราช โดยถือว่าเมืองพิษณุโลกเคยเป็นศูนย์กลางแห่งราชวงศ์พระร่วง ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมืองพิษณุโลกก็เป็นราชธานีแห่งที่ 2 ของราชอาณาจักร

ในยุคนั้นการปกครองแบ่งเป็นมณฑลแล้ว จึงมีการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามมณฑลต่างๆ อีก 10 มณฑล ถ้ายอมรับว่ามณฑลเป็นศูนย์กลางของเมืองต่างๆในระบบมหาดไทย การตักน้ำต่างๆ หมายถึงผู้คนในมณฑลนั้นยอมรับพระราชอำนาจ อาทิ วัดบรมธาตุเมืองชัยนาท คือมณฑลนครสวรรค์ เมืองชัยนาทเป็นศูนย์กลางหลักในยุครัฐโบราณ นครสวรรค์เพิ่งเป็นตัวเมืองมณฑลเมื่อทางรถไฟผ่าน เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางการปกครองกับศูนย์การคมนาคมอาจเป็นคนละที่ก็ได้

เมื่อครั้งรัชกาลที่ 7 มีตักน้ำเพิ่มและเสกน้ำเพิ่มจากรัชกาลที่ 6 อีกหนึ่งแห่งคือที่พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ เพราะภาคเหนือในปัจจุบัน แต่เดิมแล้ว ก่อนการสถาปนาราชวงศ์มังรายจะมีรัฐแห่งเล็กๆ แพร่และน่านก็เป็นรัฐอีกรัฐที่เกิดขึ้น

เมื่อถึงรัชกาลที่ 9 กระทำเหมือนในครั้งสมัยรัชกาลที่ 7 โดยเปลี่ยน 2 จุดคือ เปลี่ยนจากวัดมหาธาตุ เพชรบูรณ์ และวัดพระธาตุช่อแฮ มาเป็นบึงพลาญชัย ร้อยเอ็ด และพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน โดยน่านเป็นศูนย์กลางวงศ์เมืองน่านมาก่อน มีความสำคัญมาก่อน ส่วนบึงพลาญชัยเป็นบึงใหญ่ในร้อยเอ็ด เป็นเมืองเก่าครั้งทวารวดี แต่เมืองใหม่ไปซ้อนทับอยู่

พระราชพิธีรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
ในการพระราชพิธีสำคัญปีนี้ ส่วนน้ำที่จะสรงพระวรกายนั้น (สรงพระมุรธาภิเษก คือสรงตั้งแต่พระเศียรลงมา ส่วนน้ำอภิเษก สรงเฉพาะพระวรกาย) ปวงชนชาวไทยทั่วประเทศได้พร้อมใจกันประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 107 แหล่งน้ำในวันที่ 6 เมษายนไปแล้ว และประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัดเมื่อวันที่ 8 เมษายน แล้วเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกในวันที่ 9 เมษายน

 

ที่มา กระทรวงวัฒนธรรม , silpa-mag.com


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : พระฤกษ์มหามงคล สรงพระมุรธาภิเษก – ทรงรับน้ำอภิเษก

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/324505