กกต.จัดการเลือกตั้งที่ทำลายราชอาณาจักร ทำให้เกิดอันตรายต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามกลัก The Responsibilities to Protect ทำลายระบอบประชาธิปไตย

เปิดอ่าน 3,830 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0

กกต.จัดการเลือกตั้งที่ทำลายราชอาณาจักร ทำให้เกิดอันตรายต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามกลัก The Responsibilities to Protect ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำลายระบบรัฐสภาจะเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุด อันเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) ทำไม่ได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง ย่อมเป็นโมฆะ จะต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน และขอแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ ๔

สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
พรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
ขบวนการศาสนาเพื่อมนุษยชาติและสร้างสันติภาพโลกถาวร
ไร่อรหันต์สถานปฏิบัติโมกษธรรมนานาชาติ
สถาบันปฏิวัติสันติพุทธอหิงสาธรรมโลก ฯลฯ
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
๔๖๓ ซอยสวนพลู ๘ แขวง/เขตสาทร กรุงเทพฯ ๑๐๑๒๐
ซอยเขาลูกช้าง หมู ๓ ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ๒๖๐๐๐
โทร. ๐๘๙-๘๘๖๐๘๖๘

ด่วนที่สุด
วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

เรื่อง กกต.จัดการเลือกตั้งที่ทำลายราชอาณาจักร ทำให้เกิดอันตรายต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามกลัก The Responsibilities to Protect ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำลายระบบรัฐสภาจะเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุด อันเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) ทำไม่ได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง ย่อมเป็นโมฆะ จะต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน และขอแจ้งเตือนเป็นครั้งที่ ๔
เรียน ท่านประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) และคณะกรรมการเลือกตั้งทุกท่าน
การแจ้งเตือนครั้งที่ ๔

อ้างถึง หนังสือของสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ หรือพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ(พรรคทางธรรมชาติ) ฯลฯ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เรือง ขอโต้แย้งการจัดให้มีการวางเงินประเดิมจำนวนหนึ่งล้านบาท ขอให้แก้ไขการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตยไม่ทำให้ชาติเสียหาย เช่น การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ยกเลิกเงินประเดิม ๑ ล้านบาท การเลิกการจำกัดตัดสิทธิ์พระภิกษุในการลงคะแนนเลือกตั้ง การทำให้ กกต.เป็นประชาธิปไตยด้วยการเปลี่ยนเป็นสภาการเลือกตั้งแห่งชาติที่ประกอบด้วย ๓ ฝ่ายคือ รัฐบาล ประชาชน พรรคการเมือง ฯลฯ ไม่ให้ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยพื้นฐานและกติการะหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติกาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจและสิทธิทางสังคมวัฒนธรรม ค.ศ. ๑๙๖๖ ของสหประชาชาติ และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ และเราได้ติดตามทวงถามแจ้งเตือนถึง ๓ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑ แต่ กกต.ก็เมินเฉยมิได้ตอบหนังสือที่เราทวงถามไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น เราจึงไม่สามารถจะดำเนินการใดๆต่อไปได้ในการจดทะเบียนพรรคการเมือง ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนทวงถามต่อ กกต.เป็นครั้งที่ ๔ และขอแจ้งให้ กกต.ทราบว่า ถ้า กกต.จะดำเนินการเลือกตั้งแบบเผด็จการที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยพื้นฐาน และขัดต่อกติการะหว่างประเทศดังกล่าวข้างต้นนี้ และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หลายมาตราเช่นนี้ต่อไป กกต.ก็จะก่อความเสียหายร้ายแรงต่อชาติและประชาชน อันเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐ ตามกฎหมายสูงสุด(Supreme Law) คือ ความมั่นคงแห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด ตามหลักนิติธรรม นั่นคือ กฎหมายใดขัดต่อหลักนิติธรรมย่อมเป็นโมฆะ แม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องตกเป็นโมฆะเช่นกันไม่มียกเว้นใดๆทั้งสิ้น ดังต่อไปนี้เป็นสังเขปนั่นคือ…
๑. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตราที่ ๑ ว่า.. “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” ได้เกิดการทำลายราชอาณาจักรเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๘ “ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกินสามรายชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ และให้นำความในมาตรา ๘๗ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม พรรคการเมืองจะไม่เสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้”
และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตราที่ ๑๕๘ “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิดสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ “ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภาผู้แทนราษฎร การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

๒. การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยประชาชนโดยตรง และโดยอ้อมในสภาผู้แทนราษฎร เป็นลักษณะของการเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นการตัดพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของพระมหากษัตริย์ของประมุขของประเทศ(Head of State)อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนหมดสิ้น เพราะอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจะต้องขึ้นต่อรายชื่อผู้ที่พรรคการเมืองได้เสนอเป็นผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐในตรีต่อประชาชนในการเลือกตั้ง และมติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยสภาผู้แทนราษฎร อย่างชัดเจนไม่อาจปฏิเสธได้แม้แต่น้อย ทำให้เป็นการเปลี่ยนรูปของประเทศ(Form of Country) จากราชอาณาจักร(Kingdom)เป็นสาธารณรัฐ( Republic) นายกรัฐมนตรีกลายเป็นประธานาธิบดี เพราะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจบริหาร(Administrative Power)อยู่แล้ว และการเลือกตั้งจากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจอธิปไตย(Sovereignty)ให้แก่นายกรัฐมนตรี ดังเช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีทั่วโลก คนคนเดียวมีทั้งอำนาจบริหารและอำนาจอธิปไตยก็คือประธานาธิบดี นั่นเอง
อันเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐ ตามกฎหมายสูงสุด(Supreme Law) คือ ความมั่นคงแห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด ตามหลักนิติธรรม นั่นคือ กฎหมายใดขัดต่อหลักนิติธรรมย่อมเป็นโมฆะ แม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องตกเป็นโมฆะเช่นกันไม่มียกเว้นใดๆทั้งสิ้น
๓. อำนาจการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นประมุขทางการปกครอง(Head of Government) เป็นของประมุขของประเทศ(Head of State)โดยเด็ดขาดสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ว่าจะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ หรือจะมีสถาบันประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศก็ตาม อันเป็นไปตามระบบการจัดตั้งขององค์การรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทน(Agent)ประมุขของประเทศ ดังนั้น ประมุขของประเทศจะต้องเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพราะผู้ใดแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีย่อมเป็นผู้แทนของผู้นั้น (ผู้เดียวเลือกตั้งเรียกว่าแต่งตั้ง หลายคนแต่งตั้งเรียกว่าเลือกตั้ง) จึงเป็นการทำลายราชอาณาจักรในมาตรา ๑ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” เพราะรูปประเทศเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐโดยอัตโนมัติ และทำลายประมุขของประเทศในมาตรา ๒ “ประเทศมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพราะประมุขของประเทศเปลี่ยนเป็นประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติในความเป็นจริง(Fact) แม้ในรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่า.. “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร” หรือ “ประเทศมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ” ก็ตาม อันเป็นการทำลายความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐ ตามกฎหมายสูงสุด(Supreme Law) คือ ความมั่นคงแห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด ตามหลักนิติธรรม นั่นคือ กฎหมายใดขัดต่อหลักนิติธรรมย่อมเป็นโมฆะ แม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องตกเป็นโมฆะเช่นกันไม่มียกเว้นใดๆทั้งสิ้น
หมายหตุ…อันเป็นไปตามหนังสือเรื่อง “จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มั่นคงได้อย่างไร” ที่เขียนโดยนาย ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ตามที่แนบมาพร้อมกันนี้ และเรื่อง “จากระบบสู่ระบอบ”

๓. ในความเป็นจริง การเลือกตั้งที่กำลังจะดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการเลือกตั้งแบบเผด็จการ และการปกครองจะเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภา แม้ว่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒ “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงเป็นการขัดแย้งตรงข้ามกันระหว่าง.. “ในรัฐธรรมนูญ..กับ..ในความเป็นจริง” หรือ “ทฤษฎีเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย..แต่..ปฏิบัติเลือกตั้งแบบเผด็จการ” หรือ “ทฤษฎีระบอบประชาธิปไตย..แต่..ปฏิบัติระบอบเผด็จการรัฐสภา” ดังข้อเท็จจริงและเหตุผลดังต่อไปนี้…
๓.๑ การเลือกตั้งเป็นแบบเผด็จการ เพราะไม่เป็นไปตามหลักการของการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยคือ.. “One Man One Vote” หรือ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” และ “Free Vote” หรือ “เลือกตั้งเสรี” ดังต่อไปนี้…
– ผู้สมัครไม่มีเสรีภาพ ถูกบังคับให้สังกัดพรรคการเมือง สมัครอิสระไม่ได้ พรรคถูกกฎหมายจำกัดเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง ถูกบังคับให้ขึ้นต่อรัฐ ไม่ให้พรรคเหนือรัฐ หรือพรรคกุมรัฐตามกฎธรรมชาติ
– ผู้เลือกไม่มีเสรีภาพ ถูกบังคับให้เลือกตั้ง ถูกตัดสิทธิ์โดยรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมายเลือกตั้ง ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งโดยระบบหัวคะแนนไม่ยกเลิกระบบหัวคะแนน ถูกตัดสิทธิ์ด้วยการทุจริตเลือกตั้ง ซื้อเสียงล่วงหน้าในรูปต่างๆ ถูกทำลายสิทธิ์ด้วยการบังคับให้เป็นหน้าที่ เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิ์ ไม่ใช่หน้าที่เช่นการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น
– พระภิกษุสงฆ์ ๓๐๐,๐๐๐ – ๕๐๐,๐๐๐ รูปซึ่งเป็นทั้งปวงชน(People หรือ Popular) และเป็นทั้งบุคคล(Person) ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ตามหลักการปกครองของการปกครองแบบประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน(Sovereignty of the People) และเสรีภาพของบุคคลบริบูรณ์(Freedom of Person) และความเสมอภาค(Equality) และการปกครองจากการเลือกตั้ง(Elected Government) ในขณะที่นักบวชในศาสนาอื่นๆล้วนมีสิทธิ์ในการเลือกตั้งทั้งสิ้น ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นสากลประชาธิปไตย เช่น สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมือง(Civil Right)และสิทธิ์ทางการเมือง(Political Right) ค.ศ. ๑๙๖๖ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ์ทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ค.ศ. ๑๙๖๖ (อีโคซ็อค) และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชน(Human Right)
– กกต. เป็นเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเป็นคนส่วนน้อยเพียง ๗ คน ไม่มีสภาการเลือกตั้งแห่งชาติที่ประกอบด้วย ๓ ฝ่ายอย่างกว้างขวางหลากหลายคือ.. “รัฐบาล พรรคการเมือง ประชาชน” อันเป็นไปตามปรัชญาของลัทธิประชาธิปไตยคือ.. “เอกภาพของความแตกต่าง”(Unity of Diversity)
– ไม่มีการเลือกตั้งด้วยวิธีการประชาธิปไตยที่จะได้ผู้แทนของปวงชน มีแต่การเลือกตั้งด้วยวิธีเผด็จการที่จะได้แต่ผู้แทนของคนส่วนน้อยเท่านั้น

– ไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย ยังคงเป็นการเลือกตั้งแบบเผด็จการอยู่เช่นเดิมที่เคยมีมา และยังกระชับให้เป็นการเลือกตั้งแบบเผด็จการหนักหน่วงและรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกในหลายๆด้าน
๓.๒ ไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือไม่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เพราะไม่ได้สร้างประชาธิปไตย ไม่ได้เปลี่ยนอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อย มาเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน ไม่มีมรรควิธีการปกครองของประชาชน(Method of Government) ดังเช่น…
– ไม่มีรัฐสภาที่ประกอบด้วยผู้แทนที่มีลักษณะของปวงชนชาวไทยที่แท้จริง ที่มีผู้แทนชนทุกชั้นทุกสาขาอาชีพ เช่น ผู้แทนกรรมกร ผู้แทนชาวนา ผู้แทนเกษตรกร ผู้แทนผู้ด้วยโอกาสทางสังคม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีแต่ผู้แทนของคนส่วนน้อยที่ร่ำรวยได้เปรียบในสังคม เช่น นายทุนผูกขาด เจ้าที่ดิน นายทุนอุตสาหกรรม
– ไม่มีรัฐบาลที่มีนโยบายสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงสมบูรณ์ อันเป็นนโยบายประชาธิปไตยที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง และสะท้อนผลประโยชน์และความต้องการอันแท้จร


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : กกต.จัดการเลือกตั้งที่ทำลายราชอาณาจักร ทำให้เกิดอันตรายต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามกลัก The Responsibilities to Protect ทำลายระบอบประชาธิปไตย

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/264182