มงคลกิตติ์ เลขาฯภตช ชำแหละ กระบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ ภตช ตรวจสอบดำเนินคดีมากว่า 6 ปี ต้องตรวจทุกโครงการ ทุกรัฐบาล แม้แต่รัฐบาล คสช ก็ต้องตรวจสอบ บทสัมภาษณ์พิเศษ ข่าวชัดประเด็นจริง

วันที่ 31 สิงหาคม 2017 23:28
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0
1,683 views

มงคลกิตติ์ เลขาฯภตช ชำแหละ กระบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ ภตช ตรวจสอบดำเนินคดีมากว่า 6 ปี ต้องตรวจทุกโครงการ ทุกรัฐบาล แม้แต่รัฐบาล คสช ก็ต้องตรวจสอบ 

บทสัมภาษณ์พิเศษ โดยคุณสุวรรณ บัวโรย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวชัดประเด็นจริง : มุมมองของคุณมงคลกิตติ์(เต้)ในโครงการรับจำนำข้าว

คุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการ ภตช : คือจริงๆ แล้ว เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ตอนหาเสียง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถ้าจำไม่ผิด คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ตอนนั้นทางเราเอง ก็ดูสมัยก่อนคุณยิ่งลักษณ์นี่ เริ่มประกาศตัวมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในการที่จะถือธงนำ เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทย ในการที่จะเสนอตัวเป็นรัฐมนตรีตอนนั้น ประมาณก่อนสัก 57 วันด้วยกัน เราก็เห็นนโยบายแล้วรู้สึกแปลกๆ กรณีทักษิณคิด เพื่อไทยทำ และก็เน้นไปที่โครงการรับจำนำข้าว ตันละ หมื่นห้า ซึ่งผมเองก็เอ๊ะใจว่า ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งราคาสูงเกินไป กว่าราคาท้องตลาด ตอนนั้นท้องตลาด ณ เวลานั้น เจ็ดพันสี่ ถึงแปดพัน นั้นคือราคาข้าวเปลือก แล้วก็ติดตามมาเรื่อยๆ พอหลังจากชนะเลือกตั้ง เรามองว่ามันเป็นนโยบายประชานิยม คือ จะเอาเงินส่วนใหญ่ ที่เป็นภาษีอากรของประชาชน มาทุ่มให้กับโครงการรับจำนำข้าว ที่มีคนเกี่ยวข้อง คือเกษตรกร 5-7 ล้านคน ได้ประโยชน์ เนื่องจากว่า รับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเท่าตัว ซึ่งผมมองว่า เป็นการใช้เงินของคนส่วนใหญ่ ไปสร้างคะแนนนิยมให้ตนเอง มันไม่ถูกต้อง ซึ่งเราเองก็ได้ยื่นหนังสือไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการที่ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ที่ออกนโยบาย อาจจะเรียกได้ว่า การทุจริตเชิงนโยบาย เกี่ยวกับเรื่องคะแนนนิยม และอีกกรณีนึงก็คือ การคัดค้านผู้ขาดคุณสมบัติการลงสมัคร สส. ไม่ว่าจะเป็นคุณจตุพร พรหมพันธุ์ และพวก หลังจากนั้นเรายื่นหนังสือไป กกต.ก็ตั้งอนุไต่สวนไต่สวนทางผมใน 2 กรณี ในเรื่อง ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ นโยบายประชานิยม เราก็ไปลงข้อมูลต่างๆ ว่ามันไม่ถูกต้องอย่างไร อีกส่วนนึงก็คือ การขาดคุณสมบัติ ของอดีตประธาน นปช. ก็คือ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ กรณีที่ถูก จำคุกโดยคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งขาดคุณสมบัติ น่าจะเป็นข้อที่ 10(4) ซึงสุดท้ายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัย 4 ต่อ 1 ให้คุณจตุพร ขาดสมาชิกภาพ การเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และขาดสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎรในเวลาต่อมา พอหลังจากนั้นเราก็ ในปี 55 ต้นปีมา เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นอนุกรรมาธิการ ตรวจสอบทุจริต ของวุฒิสภา แล้วก็ได้ข้อมูลจากเพื่อนกรรมาธิการด้วยกัน ของกรรมาธิการพานิชย์ ของสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับเรื่องโครงการรับจำนำข้าว 54 /55 ซึ่งเราก็ได้ข้อมูลว่า กระบวนการมันหละหลวม มีข้อบกพร่องหลายจุดด้วยกัน ตั้งแต่การเริ่มแจ้งว่าตนเองเป็นเกษตรกร แล้วมีพื้นที่ในการปลูกข้าวกี่ไร่ แล้วมียอดข้าวที่จะผลิตได้เท่าไหร่ ก็ได้ข้อมูลมามากพอสมควร และในส่วนของ ภตช.ก็ได้ตั้งคณะทำงานชุดนึง ก็จะประกอบด้วย คนที่อยู่ในธุรกิจประกอบการค้าข้าว แล้วก็จะมีเจ้าของโรงสี และคณะทำงานด้านกฎหมาย ลงไปสุ่มตรวจ ตั้งแต่กระบวนการในการรับจำนำข้าว พอสรุปแล้ว เราก็มองว่ามี 3-4 ประเด็นด้วยกัน ช่วงนั้นก็จะมีหลายหน่วยด้วยกันที่จะตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงการคลัง ก็จะรับผิดชอบ เกี่ยวกับเรื่องการปิดบัญชี และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ตรวจสอบด้วยกัน เพราะฉะนั้น หลายหน่วย เริ่มตรวจสอบตั้งแต่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เข้ามาเป็นรัฐบาล เริ่มรับจำนำข้าว 54/55 ก็มีการสวมสิทธิ์กัน ว่าเป็นเกษตรกร แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เป็นคนธรรมดานี่แหละ มาสวมสิทธิ์ เพื่อที่จะได้เอาข้าวเข้าโครงการ แต่ข้าวมาจากไหนไม่รู้นะ หลังจากนั้น กระบวนการ ก็เข้ามาสู่โรงสี สมมุติว่าถ้าเรามี ร้อยไร่ เราได้ร้อยตัน เราส่งโรงสี โรงสีก็บอกว่า เราอาจจะส่งได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งนึงเราขอโควตาเพิ่ม เขาเรียกว่า สวมข้าว เป็นข้าวของชาวนา จริงๆไม่ใช่ เนื่องจากว่า สภาวะของชาวนา จำยอม เพราะว่า เวลาก่อนที่จะเอาไปฝากโรงสี เพราะเวลาที่โรงสีแปรสภาพจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร เขาไม่มีลานตากข้าว เพราะฉะนั้นจะโดนหักค่าความเสื่อม ค่าสารเจือปน อายุข้าวไม่ถึง อย่างนี้เป็นต้น มีหลากหลายกรณีรวมทั้งค่าขนส่ง ทำให้ชาวนาจริงๆแล้วนี่ ได้เงินค่าข้าว ไม่ถึงหมื่นห้าเต็ม จะเหลือประมาณ หมื่น ถึงหมื่นหนึ่งบ้าง ถ้าหักค่าขนส่งไป ก็จะเหลือประมาณ 8-9 พัน ก็จะได้ใบประทวนไป ธนาคารที่เข้ามาร่วมในใบประทวน โดยเฉพาะธนาคาร ธกส. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มากำกับดูแล ที่ออกใบประทวน ตรงนี้ก็หละหลวม พอข้าวแปลงสภาพจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ก็จะต้องมีไซโลที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล ก็จะมีไซโลของ อคส. ของกระทรวงมหาดไทย อตก. ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าจำไม่ผิดนะ ปรากฏว่าโกดังยุ้งฉางมันไม่พอ เพราะรับจำนำทุกเมล็ด นั่นหมายความว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการรับจำนำข้าว แต่เป็นโครงการขายข้าวให้กับรัฐบาล เพราะว่าไม่มีใครมาไถ่ถอน เพราะรับจำนำในราคา หมื่นห้า แต่ราคาตลาด เจ็ดพันห้า เพราะฉะนั้นไม่มีใครไถ่ถอน โดยปกติแล้ว ถ้าเป็นโครงการรับจำนำข้าว ราคาตลาด ณ ตอนนั้น เจ็ดพันห้า เราต้องรับจำนำไม่เกิน แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาตลาด ณ เวลานั้น ก็ประมาณไม่เกิน ห้าพันห้า ก็จะไม่มีความผิด แต่เผอิญว่าไปหาเสียงกับประชาชนว่า จะรับจำนำข้าวในราคาหมื่นห้า นั่นคือการขายข้าวให้กับรัฐบาลแบบทุกเมล็ดเลย เพราะฉะนั้นกระบวนการดังกล่าว มีการทุจริตมาช็อตนึงแล้ว อีกช็อตนึงก็คือการ ตรวจสอบคุณภาพข้าว ก็คือบริษัทเซลเวเยอร์ แล้วก็ไซโลที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะต้องสอดรับกัน เพราะว่าไซโลมีไม่พอ พอเอาข้าวสารมาบรรจุเข้าในโกดังของราชการ และของเอกชน ส่วนใหญ่เป็นของเอกชน บริษัทก็จะมีเข้าร่วมโครงการเป็นเซลเวเยอร์ ประมาณสัก 17-18 บริษัท ก็อยู่ในก๊วนเดียวกันทั้งหมด เขาก็จะได้ค่ารักษาข้าว ค่าตรวจคุณภาพข้าวก่อนเข้าโกดัง เพราะฉะนั้นกระบวนการดังกล่าวมันหละหลวม เพราะว่า ราชการเอง น่าจะปล่อยปละละเลย หรืออาจจะมีส่วนร่วมในการทุจริตกับโรงสี โดยการที่เมื่อข้าวบรรจุไปแล้ว สมมุติไซโลนี้ มีประมาณสองหมื่นตัน ปรากฏว่า แอบเอาไปขาย พอเอาข้าวใหม่เข้ามา เก็บไว้สัก 6 เดือน กลายเป็นข้าวเก่า ก็เอาข้าวไปขายก่อน เอาเงินมาใช้ก่อน รอข้าวใหม่ปีหน้า มาใส่คืนใหม่อีกรอบนึงอย่างนี้ พอเอามาขายเสร็จ น่าจะเป็นปี 55 ปลายปี ต่อ 56 จากข้าวใหม่ ก็จะกลายเป็นข้าวเก่า รัฐเองผูกขาดข้าวทั้งหมดแล้ว ส่วนนึงต้องขายต่างประเทศ อีกส่วนนึงก็จำหน่ายในประเทศ สมมุติว่าเรามีสัก สิบล้านตัน ที่เก็บไว้ในคลังของราชการและเอกชน ก็จะประมูลที่เดียวทั้งหมดทั้งโกดัง พอประมูลเสร็จ ณ เวลานั้น ราคาข้าวตลาดมันตกต่ำ เพราะฉะนั้นราคาประมูลไป หักค่าเสื่อมโน่นนี่นั่น ถ้าข้าวเปลือกก็จะเหลือประมาณ ตันละไม่เกินหกพันบาท แต่ถ้าเป็นข้าวสาร ก็จะอีกแบบนึง จาก สองหมื่น ก็จะเหลือแค่หมื่นเดียว ก็จะประมูลไปในราคาต่ำ เมื่อประมูลเสร็จ เวลาประมูลบอกส่งออกนอก แต่ว่าเมื่อประมูลไปแล้ว เอาข้าวที่ประมูลได้ในราคาถูก เอามาเวียนเข้าในปีถัดไป เอาข้าวกลับมารับจำนำใหม่ เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเอกสารเท่านั้น ข้าวไม่มีการเคลื่อนที่ แต่ข้าวดีๆ เอาออกไปก่อน เอาไปขายก่อน แล้วเอาข้าวใหม่มาใส่ เอาข้าวจากเขมรมาบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ใช่ไม่ใช่ อีกเรื่องนึงนะ เรื่องข้าวเขมร แต่มันมีจริง อ้างว่าบริษัทนี้ประมูลไปส่งออกนอก ปรากฏว่าเมื่อตรวจเช็คแล้ว ไม่มีการส่งออกนอก ไม่มีการชิปปิ้ง ไม่มีการผ่านด่านศุลกากร ไม่มีการนำเรือออกไปต่างประเทศ นี่ส่วนนึง อีกส่วนนึงคือ จีทูจี คือการขายข้าวให้กับรัฐต่อรัฐ อย่างเช่นกระทรวงพานิชย์ไทย กับกระทรวงพานิชย์ประเทศเพื่อนบ้าน ซื้อข้าวไปในจำนวนเยอะๆ แล้วอ้างว่า ประมูลไปส่งออกนอก ราคาประมูลต้องต่ำอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลกลัวข้าวเสีย ก็ประมูลไปในราคาต่ำ แต่ปรากฏว่า มันไม่ใช่ จีทูจี แต่เป็นเอกชนไทย กับเอกชนต่างประเทศ ซึ่งเอกชนต่างประเทศ ก็คือคนไทยที่ไปเปิดบริษัทที่ต่างประเทศ แล้วมาซื้อข้าว อ้างว่าเป็น จีทูจี แล้วมาสืบทราบภายหลังว่ามีความสัมพันธ์กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ณ วันนั้น ก็กลายเป็น จีทูจี เก๊ นั่นเอง เพราะฉะนั้น หลังจากนั้นมา โครงการนี้ก็มีปัญหามาตลอด ตั้งแต่กระบวนการปลอมสิทธิ์การเป็นเกษตรกร จนถึงกระบวนการระบายข้าว ซึ่งทาง สตง.เองได้ทำหนังสือท้วงติง ตั้งแต่ต้นเดือน ต้นปี 55 จนถึงประมาณปี 56,57 ให้ระงับยับยั้ง ประมาณ 3-4 รอบ ปปช.ก็ท้วงติงเช่นเดียวกัน รวมทั้งสถาบันวิจัย ทีดีอาร์ไอ ก็ท้วงติงเช่นเดียวกัน ส่วนทางเราเอง หลังจากนั้นกระบวนการเรา ก็ได้ยื่น ได้แจ้ง เมื่อประมาณปลายปี 55 เราได้แจ้งคณะกรรมการกรรมาธิการ ตรวจสอบทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา เมื่อวันที่ประมาณ 18 ตุลาคม เราบอกว่า ตอนนี้มีปัญหาแล้วนะ รัฐบาลเพื่อไทย มีการทุจริต ตอนนั้นน้ำท่วมปี 54 ต่อ 55 ก็จะมีอนุมัติงบประมาณแสนสองหมื่นล้านด้วยกัน เรื่องงบเกี่ยวกับเรื่องฟื้นฟูเขตอุทกภัย 54/55 ซึ่งมีการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ มีการทุจริตอย่างมหาศาล มีการทุจริตรถหรูหนีภาษี ตอนนั้นเราเป็นกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นด้านการคมนาคมวุฒิสภา เราก็ตรวจสอบเจอ อีกส่วนนึงก็คือ

งบไทยเข้มแข็ง สืบเนื่องต่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ครุภัณฑ์ อีกส่วนนึงเราทราบว่า มีขบวนการไซฟ่อนเงิน ไปที่ต่างประเทศ เราก็แจ้งต่อวุฒิสมาชิก แจ้งต่อ ปปช. ว่ามีการไซฟ่อนเงินไปที่ต่างประเทศ นำเงินสด ขนไปที่ต่างประเทศ ประมาณหมื่นหกพันล้าน ส่วนราชการต่างๆก็ดูตระหนกตกใจ รัฐบาลก็รู้สึกว่าเครียดมาก ก็ให้ลูกสมุนพรรคมาแจ้งความจับผมทุกที่เลย ทำทุกวิถีทางในการปิดปาก ตอนนั้นเราได้ข้อมูลจาก ไม่ว่าจะเป็น ที่ให้ข้อมูลตรงกันก็คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร ก็เสียชีวิตไปแล้ว พลเรือเอกบัณวิทย์ เก่งเรียน ก็ให้ข้อมูลตรงกัน กับท่านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านพันตำรวจเอกดุษฏี อารยวุธ ทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไอซีไอซี หรือ ปปช.ฮ่องกง ก็ให้ข้อมูลตรงกัน ว่ามันใช่ แต่ทางนี้บอกว่าไม่ใช่ ทางรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ณ วันนั้นบอกไม่ใช่ เรื่องนี้ก็ซาไป เมื่อประมาณปี 57 ปปช.ก็มาแถลงข่าวว่า มีเงินไปไซฟ่อนที่ต่างประเทศร่วม สองแสนล้าน ตอนนั้นเราบอกแค่หมื่นหกนะ สมาคมธนาคารหรือทีไอ ก็บอกเหมือนกันว่า มีการไซฟ่อนเงิน นั่นคือเวลาผ่านมา หลังจากนั้นทางคณะทำงานเราได้รวบรวมหลักฐาน กรณีการทุจริตที่ได้ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการการพานิชย์สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตของวุฒิสภา เราเอาข้อมูลต่างๆ ไปยื่นให้ ปปช. เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้ตรวจสอบคณะกรรมการ กขช. มีท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีบุญทรง เตตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีพานิชย์ รัฐมนตรีช่วยนายภูมิ สารผล และพวกอธิบดี ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการระบายข้าว จีทูจี การกำหนดนโยบายข้าว เราดำเนินคดีทั้งหมด มี 2 ส่วนก็คือ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การทำให้รัฐเสียหาย และส่วนการจะร่ำรวยผิดปกติมั๊ยอีกเรื่องนึง เรายื่นให้ตรวจสอบ หลังจากนั้นคุณหมอวรมย์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ก็ไปยื่นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2555 ต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็จะมีคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ไปยื่น หลังจากนั้นเมื่อประมาณ กรกฎาคม กลางปี 56 คณะกรรมการ ปปช. ได้ตั้งอนุไต่สวนเรียกสืบพยานในโครงการรับจำนำข้าว เรียกสืบพยานประมาณ 4 ปากหลักๆ ก็จะมีผม มีหมอวรงค์ ผมไม่แน่ใจว่าคุณสมศักดิ์ไปให้การหรือเปล่า จากนั้นก็จะมีคุณสุภา ปรียะจิตติ ที่เป็น กรรมการ ปปช.คนปัจจุบัน เราก็ไปให้การ นำข้อมูลต่างๆไปให้ หลังจากนั้นช่วงนั้นก็เกิดการชุมนุม เกิดการปิดสถานที่ราชการ ของ กปปส. ในช่วงประมาณวันที่ 27 มกรา เรามองว่า มันไม่ไหวแล้ว โครงการรับจำนำข้าว มันสร้างความเดือดร้อนให้กับภาษีอากรของคนส่วนใหญ่ ของทั้งประเทศ ตอนนั้นน่าจะเสียหายร่วมๆ สี่แสนกว่าล้านไปแล้ว สุดท้ายสรุป ไม่น่าจะน้อยกว่าหกแสนล้าน ปรากฏว่ามันเสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงนำบัญชีทรัพย์สินของคณะรัฐมนตรี ประมาณ 73 คน 5 ชุด ของ ครม.ยิ่งลักษณ์ นำไปมอบให้กับ ปปช. ใหดำเนินการตรวจสอบว่าอาจจะร่ำรวยผิดปกติไหม คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ให้ดำเนินคดี หลังจากนั้นถ้าตรวจสอบว่าผิดจริง ให้ดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งหมด แต่เราตรวจสอบทรัพย์สินได้ตอนนั้น ราวๆ หมื่นสามพันกับห้าล้าน ซึ่งไม่พอกับดอกเบี้ย ที่กู้ภายในประเทศ เอามาซับพอร์ตโครงการรับจำนำข้าว ตั้งห้าหกแสนล้าน ซึ่งมองว่า ต่อให้ยึดทรัพย์ทั้งหมด ทั้ง ครม.ก็ไม่พอ เราก็เลยขยายวงไปด้วยว่า คนที่ยกมือในการแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร ณ ตอนนั้น ที่เป็น สส.ฝ่ายรัฐบาล ประมาณ 357 เสียง จากสภา 500 เราบอกให้ดำเนินคดีด้วย เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ถ้าความจริงจะไม่ผ่านก็ได้ นั่นหมายความว่า หาเสียงอย่างนึง แล้วสภาไม่ยอมรับ ก็จะไม่ผิด ก็ดำเนินการต่อไม่ได้ แต่ทีนี้สภายอมรับ แสดงว่าสภาต้องมาเอี่ยวด้วยกับความเสียหายนี้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 4 เดือน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ถูกยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภา 2557 โดยหัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา อดีต ผบ.ทบ. ณ ปัจจุบัน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นประมาณช่วงปลายปีก็มีการตั้งไตร่สวน สืบสวน ตั้งไตร่สวนตั้งแต่ปี 56 แล้วก็มีการมาชี้มูลแจ้งข้อกล่าวหาคุณยิ่งลักษณ์ และอีกชุดนึง ก็เป็นชุดของคุณบุญทรง เตมียาภิรมย์ ในส่วนของ จีทูจี ก็แจ้งข้อกล่าวหา และหลังจากนั้นก็สู้กัน แล้วก็ชี้มูลความผิด เมื่อชี้มูลความผิดเสร็จก็ ปปช.ชี้มูลความผิดเป็นเอกฉันท์ทั้งหมดน่าจะประมาณ 8 ต่อ 0 แล้วก็ส่งเรื่องต่อมา 2 ส่วน ด้วยกัน คือสภานิติบัญญํติแห่งชาติ เพื่อถอดถอนการเป็นนายกรัฐมนตรี และตัดสิทธิ์ทางการเมืองทั้งหมดประมาณ 10 ปีด้วยกัน ก็ลงมติเรียบร้อย และอีกส่วนก็ส่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของทั้งสองชุดด้วยกัน ในส่วนของคุณยิ่งลักษณ์ และส่วนของพวกอีกประมาณ 21 คน ณ ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 25 สิงหา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้พิพากษา ชุดจีทูจีเก๊ ไปก่อน 42 ปี หัวหน้าทีมก็คือ คุณบุญทรง เตมียาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพานิชย์ คุณภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพานิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน และพวกอีกหลายคน รวมถึงเสี่ยเปี๋ยงด้วย โดนกันไปประมาณ 48 ปี และ ณ วันนั้น เผอิญว่า เป็นช่วงเช้าเดียวกัน คุณยิ่งลักษณ์ ก็ต่อสู้มาอย่างเข้มแข็ง มาในระยะเวลา 3 ปีด้วยกัน ในการชี้แจงข้อกล่าวหา แล้วก็รับปากกับประชาชนเป็นมั่นเป็นเหมาะ ในฝ่ายของพรรคเพื่อไทย และ นปช.ว่า จะไม่หนีไปไหน จะสู้จนถึงที่สุด จนกระทั่งคนในประเทศ โดยเฉพาะคนยากคนจน มองว่าคุณยิ่งลักษณ์ เป็นวีรสตรี เทียบชั้นอองซาน ซูจี วีรสตรีที่ต่อสู้เผด็จการทหารพม่า แต่ปรากฏว่า มันเหตุพลิกผัน เธอไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล และตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า เธออยู่ที่ไหน เรื่องน้ำในหูไม่เท่ากัน ก็อาจเป็นไปได้ เพราะเธออายุก็ห้าสิบแล้ว ก็อาจเกิดความเครียดได้ เพราะว่า พอฟังคำพิพากษาของคุณบุญทรง ในเมื่อตัวเองกำกับบุญทรง บุญทรงโดน 42 ปี แล้วตนเองจะโดนแค่ไหน มันไม่ใช่แค่นี้นะ ยังมีคดีการเยียวยา นปช. หัวละเจ็ดล้านห้า ที่ ปปช.กำลังจะชี้มูล และยังมีอีกหลายคดีที่กำลังดำเนินการไป และอีกอย่างนึง คุณยิ่งลักษณ์เอง เราก็ต้องเห็นใจ เพราะว่า ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 เมษา 2560 บอกว่าอุทธรณ์ได้ แต่ปรากฏว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการอุทธรณ์ ยังไม่มีในกรอบ 30 วัน หลังจากมีคำพิพากษา จะต้องยื่นภายใน 30 วัน คุณยิ่งลักษณ์ ก็คงจะกังวลเหมือนกัน ว่ากฎหมายนี้จะออกทันไหม เพราะยังไม่ผ่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมา ก็คงกังวลกลัวว่าจะไม่ได้ประกันตัว และต้องอย่าลืมว่า คุณยิ่งลักษณ์ ก่อนมาถือธงนำพรรคเพื่อไทย ลงเลือกตั้งปี 54 คุณยิ่งลักษณ์เองเป็นกรรมการบริษัทเอสซีแอสเซส ที่ทำอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้ว่า การเป็นนายกรัฐมนตรี 2 ปีกว่านี่ ต้องมาทนทุกขเวทนา ในการที่ตนเองไม่รู้ หรือจะปล่อยปละละเลย คือความจริงแล้ว เรื่องนี้คุณยิ่งลักษณ์ ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่คงไม่ใช่สาเหตุส่วนใหญ่ แต่เป็นเพราะอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำ ประธาน กสช. ในฐานะนายกรัฐมนตรี และไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคนไหน ที่ติดตามเงินของรัฐ และทำให้เกิดความเสียหาย ต่อส่วนรวม ก็จะต้องรับผิดชอบ ทั้งทางแพ่ง และอาญา ซึ่งต้องอย่าลืมว่า ถ้าเราสูญเสียไปหกแสนล้าน ดอกเบี้ยร้อยละสี่ต่อปี สี่หกยี่สิบสี่ ก็ปีหนึ่งสองหมื่นสี่พันล้าน ที่เราต้องเสียดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะใช้ต้นหมด ซึ่งความเสียหายนี้ จะต้องมีคนรับผิดชอบ และเรื่องที่ คสช.ยึดทรัพย์เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันไม่พอ มันน้อยเกินไปกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นรัฐบาล สมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ถ้าความผิดขนาดนี้ ต้องประหารเจ็ดชั่วโคตรทั้งหมดเลย และก็ยึดทรัพย์ทั้งหมด แต่มันไม่พอ ความจริงมันน่าจะยกเลิกโครงการนี้ตั้งแต่ต้น จะได้ไม่เกิดความเสียหาย ซึ่งนีก็เป็นส่วนนึงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่น่าจะเป็นเคสใหญ่สุดหรือสาเหตุหลักที่ทำให้ คสช.ตัดสินใจยึดอำนาจ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่คณะ คสช.ทำอย่างนั้น แต่ในส่วนของที่ผมอยากฝากไป ก็คือตอนนี้ที่เรากำลังดำเนินการ ในการที่จะลุ้นอยู่เหมือนกันว่า ปปช.จะมีมติชี้มูลเมื่อไหร่ ในกรณีโครงการประกันราคาข้าว ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเสียหายประมาณราวๆ แปดหมื่นล้าน ถึงแสนล้าน อยู่ประมาณนี้ ซึ่งลักษณะโครงการก็คล้ายๆกัน แต่อันนี้คือประกันราคาข้าว ประกันพืชผล แต่อันนั้นคือจำนำ แต่ไม่ใช่จำนำ คือการขาย แต่อันนี้คือประกัน ประกันความเสียหายจะน้อยกว่า เนื่องจากว่า ถ้ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าประกันราคาข้าว ตันละสองหมื่น ก็จะชนะพรรคเพื่อไทยเลย เพราะเอาภาษีของคนส่วนใหญ่ มาสร้างความป๊อปปูล่าให้กับตัวเอง ซึ่งเสียหาย ก็อยากให้ ปปช.มอง และให้ คสช.กำกับติดตามคดีนี้ด้วยว่า ให้เป็นแบบเท่าเทียมกัน

 

 

 

แกนนำพรรคเพื่อไทยโดน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องโดนเหมือนกัน หรือไม่ก็กรณีทุจริตงบไทยเข้มแข็ง พรรคประชาธิปัตย์บริหารงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตครุภัณฑ์ อาชีวะศึกษา แปดร้อยแปดสิบสี่ล้าน ซึ่ง ปปช.ก็ตั้งอนุไตร่สวนแล้ว จนคนทำความผิดที่เป็นข้าราชการประจำถูกปลดออก และไล่ออกไปหมดแล้ว แต่ ปปช.มัวทำอะไรอยู่ ยังไม่ชี้มูล ซึ่งมีนักการเมือง 2 คน คืออดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คุณชินวร บุญเกียรติ ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาของ ปปช. และคุณนริศรา ชวารพิพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าผิด ก็ต้องดำเนินการให้เหมือนกัน ต้องยื่น และเรียกความเสียหาย ต่อศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกัน ใครผิดก็ต้องทำทั้งหมด ไม่เว้นแต่กรณี ที่อาจจะทุจริต

โครงการก่อสร้างสถานีโรงพัก 396 แห่ง คนกำกับตอนนั้น ที่เป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ ก็น่าจะเป็นรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอนนี้เป็นประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน ส่วนโครงการของ คสช. ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราก็มองว่า มีหลายโครงการ ที่หมิ่นเหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดซื้อรถไฟแอร์พอร์ทลิงค์ 7 ขบวน พร้อมอาณัติสัญญา ประมาณสี่พันแปดร้อนล้าน แต่เผอิญว่า ณ ตอนนั้น จะเซ็นต์สัญญาอยู่แล้ว เราไปร้อง แล้วเราเปรียบเทียบราคาที่มาเลเซีย ว่ามันแพงเกินจริงประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เผอิญว่าท่านนายก น่าจะไหวตัวทัน ยกเลิกโครงการนี้ ความเสียหายยังไม่เกิด ก็รอดไป อีกโครงการ ที่เราตรวจสอบก็คือ โครงการประมูลรถเมล์ เอ็นจีวี หนึ่งหมื่นสามพันแปดร้อยกว่าล้าน ล็อตแรกประมาณสี่พันล้าน เราก็มองว่ามันไม่ถูกต้อง ตอนนั้นก็จะเซ็นต์สัญญาอยู่แล้วนะ กับบริษัทเบสริน ถ้าจำไม่ผิด เราไปบอกว่า มันไม่ได้เสียภาษีนะ ซึ่งทางกรมศุลกากรก็ตรวจสอบว่า ไม่ได้มีการเสียภาษีจริงๆ มันนำเข้าจากจีนทั้งคัน ไม่ได้ประกอบที่มาเลเซีย เพื่อจะขอยกเว้นภาษี ศูนย์เปอร์เซ็นต์ และก็ผิดในคุณลักษณะจากเอกสารแนบท้าย ซึ่งเรายื่นหนังสือไป ถ้า คสช.ขืนดันต่อ ก็จะเหมือนโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกิดความเสียหาย แอร์พอร์ทลิงค์ ถ้าดันต่อ ก็เหมือนโครงการรับจำนำข้าว แต่ปรากฏว่า ยกเลิกทัน เพราะฉะนั้น เท่าที่เราดูในหลายๆโครงการ ที่เรา STOP ทัน ความเสียหายก็ไม่เกิดขึ้น

แต่โครงการของ รัฐบาล คสช.ที่เรา STOP ไม่ทัน ก็น่าจะเป็นโครงการในการบริหารจัดการขายหนังสือขององค์การค้า ของ สกสค. ในช่วงของนายแพทย์ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ซึ่งมีการปิดบัญชี ณ ตอนนี้ มียอดขายต่ำกว่า ในส่วนของปี 59 เป็นอย่างมาก ทำให้องค์การค้า ของ สกสค. ที่รัฐมนตรีเป็นประธาน กู้เงินของกองทุน ชพค.อีก หกร้อยล้าน ซึ่งเป็นโครงการสืบเนื่องมาจากโครงการยืมเรียน ซึ่งเราเคยได้กล่าวในข่าวชัดไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เราก็จะดำเนินการเรียกร้องเอาผิด ให้ความเสียหายทางอาญาและแพ่ง เช่นเดียวกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ว่าในการใช้ภาษีอากรของประชาชน จะใช้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ แต่อีกกรณีนึงที่ผมยังติดใจเป็นอย่างมาก ณ ตอนนี้ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ถ้าจำไม่ผิดนะ มีการตัดสิน คดีการทุจริต การขายสินทรัพย์ ปรส. ตอนที่ปิด 56 ไฟแนนท์ แล้วไปกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ เพื่อฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน หนึ่งจุดสี่ล้านล้าน ที่เรามีสินทรัพย์ตอนนั้นอยู่แปดแสนสองหมื่นล้าน เราขายให้กับเลแมนบราเธอร์ สองแสนล้าน เราขาดทุนทันที หกแสนสองหมื่นล้าน ซึ่งไม่รวมดอกเบี้ย ณ ปัจจุบัน เงินต้นที่กู้มา หนึ่งจุดสี่ล้านล้าน เราเหลือเงินต้นประมาณหนึ่งจุดหนึ่งล้านล้าน เราเสียดอกเบี้ยมาแล้วประมาณ หนึ่งจุดสามสองแปดล้าน สรุปแล้วโครงการนี้ สูญเสียไปประมาณ สองจุดสี่สามล้านล้าน ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะตอนนี้ร่วม หกจุดศูนย์ล้านล้านแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วในโครงการชุดนั้น โครงการ ปรส. ขายสินทรัพย์ในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นท่านนายกชวน หลีกภัย (2) ช่วงลอยตัวค่าเงินบาท คือรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แต่ท่านก็อายุมากแล้ว ตอนนั้นโดนโจมตีค่าเงินบาท แต่ไม่รู้ว่าใครโจมตีนะ หลังจากนั้นปิด 56 ไฟแนนท์ เปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยท่านชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ขายสินทรัพย์ ตอนนั้นรัฐมนตรีชื่อ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ตอนนั้นประธาน ปรส.ชื่อนายอัมเรศ ศิลาอ่อน เลขาธิการ ปรส.ชื่อนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ซึ่งถูกพิพากษาน่าจะจำคุก 3 ปี แต่รอลงอาญา แต่ความเสียหายทางแพ่งนี่ จะต้องเรียกคืนกับคณะกรรมการขายสินทรัพย์ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กำกับกระทรวงการคลัง ทั้งรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีว่าการ หัวหน้ารัฐบาล ก็อยากให้ท่านหัวหน้า คสช. ดำเนินการเฉกเช่นเดียวกัน เพราะว่าทรัพย์สินต่างๆ ที่ขายไปในราคาถูก คนโฉบเอาไป เอาไปเข้าแบงค์ ตอนที่ฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินแล้ว ได้ส่วนต่างมาทันที สมมุติเอาไปห้าหมื่นล้าน ไปขายได้แสนสองเลย เอาไปเข้าอีกแบงค์นึง ได้เลยเจ็ดหมื่น และอยู่ในกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ก็อยากให้ คสช.ไปดูว่า ทรัพย์สินนั้นควรยึดกลับมาเป็นของรัฐได้หรือไม่ หรือมาชดเชยเยียวยากับความเสียหาย ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เราเสียหายเรื่อง ปรส.ไป รวมดอกเบี้ย สองจุดสี่สามสองล้านล้าน เพราะฉะนั้น คือในเมื่อจะปฏิรูปประเทศแล้วนี่ ยึดอำนาจแล้วไม่ให้เสียหาย ท่านพลเอกประยุทธ จันโอชา ท่านจะต้องดำเนินการต่อให้เห็นมรรคเห็นผล และสามารถจับต้องได้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี รัฐบาลก็จะมีความชอบธรรม ที่จะบริหารประเทศต่อไป แต่ถ้ามาซูเอี๋ย หรือปล่อยปละละเลย หรืออาจจะสมรู้ร่วมคิดด้วย จะถูกประชาชนขับไล่ในอนาคต เพราะฉะนั้นแล้ว การดำเนินการช่วง 3 ปี ใครจะบอกว่าเป็นรัฐบาลช่วงขาลง ผมก็ยังไม่เชื่อ ถ้ายังปรับกระบวนทัศน์ของคดีอาญาทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน และเรียกความเสียหายคืนกลับรัฐได้ ท่านพลเอกประยุทธ ก็จะเป็นวีรบุรุษ ยิ่งกว่ารัฐบุรุษ ในการดำเนินการที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น และประชาชนคนไทยลืมตาอ้าปากได้ เพราะเศรษฐกิจกำลังดี เพียงแต่ประเทศไทยมันหมักหมมเรื่องคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นทหารคอรัปชั่น ทหารไปค้ามนุษย์ พลโทมนัส คงปั้น ก็ถูกจำคุกไปแล้ว ตั้งหลายสิบปี นายทหารหลายๆคนที่แอบอ้างผู้ใหญ่ไปได้ประโยชน์ ก็ถูกจำคุกหมดแล้ว ผมก็มองว่าท่านรักประเทศชาติ มากกว่ารักลูกน้อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านทำมานั้น ถูกต้องแล้ว ขอให้ท่านเดินต่อไป อย่างมีกำลังใจ ดีอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าลูกน้องคนไหนไม่ดีให้ตัดทิ้ง แม้กระทั่งเป็นคนที่รัก เป็นคนที่เกื้อกูลกันมา ก็ต้องตัดทิ้งให้ได้ อย่างเช่นกรณีที่ หลานท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกจากราชการทหาร นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี สมควรแล้ว และก็การบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ต่อไปก็ให้เปิดบรรจุ สอบแข่งขัน ให้เท่าเทียมกัน ประชาชนจะได้มาเป็นทหารกัน โดยที่จะได้ไม่ต้องเอาลูกปลัดกระทรวง เอาลูก ผบ.ทบ.มาเป็นด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งสิ่งที่ลูกพลเอกปรีชา จันทร์โอชา ทำนั้นถูกต้องแล้ว ก็ขอชื่นชม เพราะทำดีต้องชื่นชม แต่ถ้าทำไม่ดี เราก็ต้องตำหนิ แต่ถ้าตำหนิไม่เชื่อ เราก็ต้องดำเนินคดี แม้กระทั่งรัฐบาล คสช.เราก็ต้องดำเนินคดี
คุณสุวรรณ : นี่คือบทบาท หน้าที่โดยตรงของ ภตช.ในส่วนของที่มีการคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน
คุณมงคลกิตติ์ : ก็ต้องดำเนินการทั้งหมดให้เท่าเทียมกัน เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของประเทศ เพราะประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ


คุณสุวรรณ : และในส่วนของกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ ในตอนนี้มองว่าคดีของคุณยิ่งลักษณ์ เป็นอย่างไร
คุณมงคลกิตติ์ : คือตอนนี้ คุณยิ่งลักษณ์ เราจะพูดว่า เธอเป็นนักโทษหญิง ยังไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคุณทักษิณ นั้นเรียกได้แล้ว เรียกนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร เพียงแต่ว่าหนีคดี แต่คุณยิ่งลักษณ์ ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล ขัดไม่มาฟังคำสั่งศาล ไม่มาตามหมาย ไม่มาฟังคำพิพากษา ก็เลื่อนไปเป็นวันที่ 27 กันยา ส่วนความผิดนั้น จะผิดหรือไม่ผิด จะลงหนักลงเบา คดี 157 โทษสูงสุดคือ 10 ปี ถ้าความเสียหายเยอะ ศาลท่านอาจจะลงเต็ม 10 ปีก็ได้ หรือกลางๆก็ได้ 5 ปี หรือพิจารณาความดีความชอบ หรือรอลงอาญา ก็แล้วแต่ และไม่ว่าคุณยิ่งลักษณ์ จะมาฟังคำพิพากษา หรือไม่มา วันที่ 27 กันยา เราก็ต้องมาดูกันว่า ผิดมากผิดน้อย ก็ว่ากันไป แต่ส่วนเรื่องคดี การหนีหมายศาล มันเป็นคดีเหมือนกัน แต่โทษไม่รุนแรง เพราะฉะนั้นเราต้องเอาคดีหลักก่อน ว่าศาลท่านจะตัดสินว่าอย่างไร ไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้คนที่รู้ คือคณะวินิจฉัย มีท่านชีพ จุลมนต์ ท่านวินิจฉัยในฐานะ รองประธานศาลฎีกา ในฐานะกรรมการตุลาการศาลฎีกาในการพิจารณาคดีนี้ ท่านก็จะรู้ เราจะรู้ได้ก็วันที่ 27 กันยา ก็ขอให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคนที่สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ และคนที่ไม่สนับสนุนคุณยิ่งลักษณ์ ก็ดูด้วยใจเป็นกลาง ดูด้วยข้อเท็จจริง อย่ารักนักการเมืองมาก จนไม่รักแผ่นดิน จงรักแผ่นดินให้มากกว่ารักที่ตัวบุคคล ประเทศเราจะยืนอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนรักแผ่นดิน แต่ถ้าเราไปยึดถือที่ตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลมีทั้งทำดี และทำเลวในชีวิตที่ผ่านมา ถ้าเราไปยึดถือตัวบุคคลที่ทำความดี เราก็ยึดถือได้ แต่ถ้าทำความเลว แล้วเราไปยึดถือ ก็จะเป็นการส่งเสริมให้คนชั่วปกครองบ้านเมือง ก็เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง อยากให้ประชาชนตาสว่าง แยกแยะ ชั่ว ดี ปานกลาง ให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นแล้ว รัฐบาลทำดี ก็ต้องชมเชย ถ้ารัฐบาลทำชั่ว ก็ต้องตำหนิ และดำเนินคดี การทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว เป็นเรื่องจริง การตกนรก ไม่ต้องรอตาย ถึงตกนรก แค่อยู่ในเรือนจำ ก็ถือว่าตกนรกแล้ว เรียกว่า นรกในใจ มีจริง เพราะฉะนั้นแล้ว อยากให้ประชาชนทุกคน อย่าเชียร์จนเกินไป อย่าเข้าข้างจนเกินไป ถูกว่าไปตามถูก ผิดว่าไปตามผิด ประเทศไทยจะเดินต่อไปได้

 


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับคลิป : มงคลกิตติ์ เลขาฯภตช ชำแหละ กระบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ ภตช ตรวจสอบดำเนินคดีมากว่า 6 ปี ต้องตรวจทุกโครงการ ทุกรัฐบาล แม้แต่รัฐบาล คสช ก็ต้องตรวจสอบ บทสัมภาษณ์พิเศษ ข่าวชัดประเด็นจริง

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/121627