ผู้การไก่(พระวิหาร) จับมือ ปชช. นำแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคอีสาน นำล่อง ต.เก่าขาม จ.อุบลราชธานี สำเร็จแล้ว พร้อมขยายผลปูพรม ทั่วประเทศ

วันที่ 18 สิงหาคม 2017 23:22
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0
2,090 views

 

ผู้การไก่(พระวิหาร) จับมือ ปชช. นำแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคอีสาน นำล่อง ต.เก่าขาม จ.อุบลราชธานี สำเร็จแล้ว พร้อมขยายผลปูพรม ทั่วประเทศ !!! สืบเนื่องจาก เมื่อช่วงปลายเดือน กรกฏาคม 2560 ถึง ปัจจุบัน มีเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคอีสานเกือบครอบคลุมทั้ง 19 จังหวัด ภาคอีสาน เกิดน้ำท่วมเกือบทุกท้องที่ โดยเฉพาะ จังหวัด สกลนคร  นครพนม ศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด ฯลฯ ท่วมอย่างหนักมากทำพี่น้องประชาชนเดือดร้อนเป็นอันมากทำให้รัฐบาลนำโดย พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีนโยบายเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำของประเทศว่าขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลของหลายกระทรวง ทำให้การดำเนินการต่างๆ มีหลายขั้นตอนจนเกิดความล่าช้า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทันต่อสถานการณ์ จึงสั่งการให้หน่วยงานต่างๆที่กระจายอยู่ตามกระทรวงมาขึ้นตรงนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้แก้ปัญหาอย่างมีเอกภาพ ซึ่งต้องหาแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ให้เป็นไปตามแนวทางพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้จงได้ในรัฐบาลชุดนี้

หากย้อนลอยไปเมื่อปีเศษ ก็มีกลุ่มภาคประชาชน ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ได้เสนอแนวคิดและทดลองปฏิบัติในการแก้ปัญหาน้ำท่วม แก้ปัญหาน้ำแล้ง ซึ่งในบางช่วงบางตอนของ รายการ คนหลังข่าว ทางช่อง TNN 24  เมื่อ 5 พฤษภาคม 2559 ได้เสนอการจัดการแบบ”ธนาคารน้ำใต้ดิน” เพื่อแก้ภัยแล้ง แก้ภัยน้ำท่วม ได้อย่างไร ซึ่งในรายการดังกล่าวได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมทดลอง ร่วมปฏิบัติ และ เป็นหน่วยทหารในพื้นที่รับผิดชอบ มาอธิบายวิธีการ แนวคิด ทฤษฏี และผลการทดลองจริง คือ ท่าน พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  มิตรภานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 6 และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ หัวหน้าผู้ปฏิบัติการสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22

ตอนที่ 1

 

ตอนที่2

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  มิตรภานนท์  กล่าวว่า  ธนาคารน้ำใต้ดิน กับ น้ำบาดาล ก็คือแนวทางเดียวกัน แต่น้ำบาดาลเป็นน้ำใต้พื้นพิภพ ซึ่งเรายังไม่ได้เติมลงไป แต่ธนาคารน้ำใต้ดิน ก็เหมือนกับว่าเรานำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร ถึงเวลาเราไม่มีเงินใช้ เราก็เบิกมาใช้ ก็คือหน้าแล้ง ก็เป็นการเก็บเงินในธนาคาร ก็คือลักษณะเดียวกัน ก็คือเก็บน้ำลงไปอยู่ใต้พื้นพิภพ ไปอยู่ใต้ดินก็คือเป็นน้ำบาดาล การเก็บน้ำลงใต้ดินนั้น สังเกตไหมครับว่า ปกติแล้วในพื้นพิภพ น้ำที่จะลงสู่ใต้ดิน จะซึมลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ ณ เวลาที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่าเราดูดน้ำบาดาลขึ้นมาเยอะ เมื่อดูดน้ำขึ้นมาเยอะ มันก็เป็นการทำลายธรรมชาติ ทำลายที่ความเป็นสมดุลของธรรมชาติ ก็จะทำให้เกิดน้ำบาดาลลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และก็จะเกิดภาวะแล้งอย่างยั่งยืน ตั้งแต่วันนี้เราต้องแก้ด้วยการนำน้ำเติมลงไป เพราะในเมื่อเราดูดน้ำมากกว่าธรรมชาติ เราต้องเติมมากกว่าธรรมชาติ วิธีการเติมมากกว่าธรรมชาติ ก็คือ เราต้องขุดบ่อลงไปเพื่อเก็บน้ำลงไปใต้ดินสัณฐานของประเทศไทยเรานั้น โดยรวมๆพื้นฐาน ดินจะเป็นคนละชั้น ของชั้นดินเหนียวนะครับ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะเก็บน้ำลงใต้ดินนั้น เราต้องขุดลึกลงไปให้ทะลุชั้นดินเหนียว ซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วไปในประเทศไทยก็ประมาณ  6 – 7- 12 เมตร โดยประมาณ ไม่เกินนี้ ความลึกนะครับ ปกติน้ำจะซึม ก็ซึมตามปกติอยู่แล้ว ตามลำคลอง ตามห้วย หนอง คลองบึง ต่างๆนะครับ แต่วันนี้ เมื่อเราขุดบ่อ บ่อเรานี้จะเป็นลักษณะบ่อปากกว้าง เหมือนกับชามนะครับ ความลาดเอียงก็ 45 องศา ลึกก็ประมาณ 7 เมตร โดยทั่วไปที่ขุดแล้ว ณ วันนี้ ก็ทะลุลงไปถึงชั้นเบสล็อค คือ ชั้นดินดาน ที่หินดินดานอยู่ข้างล่าง คือหินที่ว่าเวลาเราหยิบขึ้นมาแล้วจะแข็งๆ เวลาถูกน้ำแล้วจะรู้สึกยุ่ยๆ ออกไปเลย เป็นดินไปเลย นี่คือเบสล็อค เมื่อถึงจุดนี้ คือจุดที่น้ำซึมผ่านได้ พอปากชามเราบานแบบนี้นะครับ ระดับน้ำปกติ จะอยู่ระดับนี้ แต่พอระดับน้ำที่สูงขึ้นมา เวลาหน้าน้ำ น้ำส่วนบน จะมีมวลของน้ำมาก จะกดทับลงมา กดทับมวลน้ำเดิมที่มีอยู่ เป็นการซึมลงไปทุกวินาที ที่น้ำเข้ามา

หลักการคือ การใช้แรงเหวี่ยงของโลก ปกติแล้วโลกจะหมุนตัวทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก สังเกตได้ว่า ถ้าเป็นทางทิศตะวันตก ทางทิศตะวันออก ทางทิศเหนือนั้น จะมีน้ำ จากแม่น้ำต่างๆนะครับ ถ้าอุบลราชธานี ดูง่ายๆ ลำน้ำมูลไหลจากทิศตะวันตก มาตะวันออก ลงสู่แม่น้ำโขง ถ้าดูจากแผนที่นะครับ เสร็จแล้วสังเกตได้ว่าฝั่งขวาของลำน้ำมูล ก็คือแรงเหวี่ยงของโลก เหวี่ยงจากตะวันตก มาตะวันออก จะมีน้ำทุกจุด แต่คราวนี้เมื่อมีน้ำทุกจุด เราต้องดูว่า จุดต่างๆเราจะทำให้จุดไหนมีน้ำได้ เพราะเราจะเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ เราจะอยากขุด อยากเจาะไม่ได้ เราต้องดูทิศทาง เพราะบางครั้งอาจจะไปขวางทิศทางของน้ำ อาจจะทำให้เกิดเป็นจุดที่บกพร่องไปก็ได้ เกิดน้ำท่วมอะไรขึ้นมา เพราะวิชาอะไรต่างๆ เหล่านี้สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ หลวงพ่อสมานสิริปัญโญนะครับ ท่านอยู่ที่วัดอาฮงศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ ถ้าเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้นี้ให้กับพวกเรา ปัจจุบันทีมพวกเรา ทำงานอยู่ทั่วทุกพื้นที่ครับ ในนามของภาคประชาชน

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์   กล่าวถึง  ขั้นต้นเราต้องเริ่มจากการเลือกพื้นที่ ปกติแล้วเราจะเลือกพื้นที่ ที่เป็นลำราง ที่เป็นจุดรวมของน้ำเป็นหลัก อันดับแรกก็คือ บนพื้นที่สูง พื้นที่ที่ไม่มีสารเคมี เพราะการเก็บน้ำลงใต้ดินนั้น เราจะไม่เก็บสารเคมีลงไป เพราะการกรองในชั้นใต้ดินนั้น กรองสารเคมีได้ในบางส่วน กรองไม่ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น วิธีการที่ 1 คือ เราต้องเก็บในลำรางสาธารณะต่างๆ ที่ปลอดสารเคมี แต่ถ้ามีในการกรองด้วยธรรมชาติ ก็จะกรองกันอยู่แล้ว ปกติเพราะฉะนั้นบ่อน้ำที่เราขุดลงไป ถ้าอยู่ในพื้นที่ราบ เราจะไม่แนะนำให้ใช้น้ำมาทำการเกษตร ในบ่อนั้น เราจะแนะนำให้ใช้น้ำบาดาล เราต้องการให้กรองโดยวิธีธรรมชาติก่อน เราต้องเจาะบาดาลอีกครั้งหนึ่งนะครับ โดยใช้โซล่าเซลล์ร่วมกันเป็นการต่อยอดซึ่งกันและกัน

หลังจากนั้นวิธีการที่ 2 คือ ถ้าเลือกเฉพาะพื้นที่สูง ในประเทศไทยเราไม่ได้มีพื้นที่สูงอย่างเดียว มันจะมีพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นถ้าพื้นที่ราบ เราก็จะทำในพื้นที่ราบ แต่เราไม่แนะนำให้ใช้น้ำในบ่อ เราจะแนะนำให้ใช้วิธีเจาะบาดาล เพื่อผ่านการกรองโดยธรรมชาติก่อน น้ำจะได้เป็นน้ำที่สะอาด ได้ดีกว่าที่มนุษย์ทำขึ้นมาอีก เพราะธรรมชาติสร้างสรรค์มาอย่างนั้น

 

รูปร่าง รูปทรงการขุด ทำได้หลายรูปแบบ รูปแบบหลักๆที่เราใช้กันอยู่คือ จะเป็นขนาด 20 x 40 เมตร ความลาดเอียง 45 องศา ลึก 7 เมตร หรือถ้าภาษาทางเทคนิค คือ 1 : 1 จะเป็นปริมาตรที่ 3,300 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสามารถเก็บน้ำได้ไม่ใช่แค่ 3,300 ลูกบาศก์เมตรนะครับ จะกักน้ำได้ถึงทุกวินาทีที่น้ำไหลลงมาในบ่อ ในอดีตที่ผ่านมา ที่อำเภอน้ำยืน เรามีบ่อทั้งหมดอยู่ 10 บ่อ 10 บ่อนี้ ใน 1 ฤดูฝนผ่านไป จากการคำนวณของอดีตนายช่างชลประทานเองนะครับ เขาคำนวณพื้นที่หน้าตัด คำนวณปริมาณฝนเฉลี่ยแต่ละปีที่ลงมาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี มีตัวเลขออกมา ปรากฎว่า 10 บ่อนี้เราสามารถเก็บกักน้ำได้ถึง 10 ล้าน ประมาณการว่าถึง 10 ล้านลูกบาศก์นะครับ ตลอดหน้าฝน มีใช้เหลือเฟือเลยนะครับ ในพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตรที่เป็นอยู่ โดยประมาณนะครับ คือจะมีพื้นที่หน้าตัด คือพื้นที่ที่ฝนตกบริเวณนั้น รวมลงมาที่ลำรางสาธารณะ เราคำนวณแล้วว่า มีประมาณ 4-5 ตารางกิโลเมตร และน้ำที่แผ่ซึมอยู่ในพื้นที่ ล่าสุดไปไกลถึง 7-8 กิโลเมตรโดยประมาณ เฉลี่ยแล้วพื้นที่ โดยทั่วไปเกือบ 10 ตารางกิโลเมตรโดยประมาณ ได้รับอานิสงค์จากการเก็บน้ำแค่ฤดูฝนเดียว จากบ่อที่เราขุดไปแค่ 10 บ่อ มันไม่ใช่ว่าน้ำจะมีแค่เฉพาะในบ่อนั้น น้ำลำรางไหลมา น้ำจะซึมลงไปทุกวินาที เพราะจะมีแรงกดของน้ำอยู่ข้างบน ที่ระดับน้ำปกติ พอหน้าฝนน้ำจะเกิน น้ำส่วนนี้จะถูกกดลงไปตลอดหน้าฝน และหน้าแล้งนี้ เรามีหลักการอยู่ 2 อย่าง หลักการแรก คือ เราจะเหวี่ยงน้ำจาก แม่น้ำ ลำธาร ที่มีอยู่ มาใช้ในพื้นที่ได้ บางจุดพื้นที่ห่างไกลถึง 30 กิโลเมตร เรายังสามารถดึงเหล่านั้น จากใต้ดินมาใช้ได้ โดยเราใช้แรงเหวี่ยงของโลก โลกเหวี่ยงตัวจากทิศตะวันตกมาตะวันออก ลำน้ำอยู่ทางทิศเหนือ เราสามารถเหวี่ยงน้ำลงมาได้ ณ วันนี้เราสามารถทำได้

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  กล่าวต่อว่า  ทางที่ดีที่สุดนะครับ ถ้าน้ำอยู่ทางทิศเหนือ น้ำอยู่ทางทิศตะวันตก ทางด้านตะวันออกทั้งหมด จะมีน้ำหมดเลย สังเกตง่ายๆ ถ้าหลับตานึกภาพถึงจังหวัดอุบลราชธานีนะครับ ง่ายๆ แม่น้ำมูลอยู่ทางทิศเหนือนะครับ เพราะฉะนั้นอำเภอวารินชำราบ อำเภอเดชอุดมทั้งหลายนะครับ พวกนี้จะมีน้ำทั้งหมด หลักการง่ายดูจากแผนที่นะครับ ถ้าใครมีแผนที่ทางหลวงจะเห็น ดูลำน้ำมูลก็เห็นชัดเจนครับ น้ำมูลไหลจากทิศตะวันตกไปตะวันออกนะครับ ง่ายๆนิดเดียว เพราะฉะนั้นพอหน้าแล้ง ในพื้นที่ที่แล้งนะครับ เราสามารถจะดึงน้ำจากแม่น้ำลำธารเหล่านั้นมาใช้ได้ บางจุดผมได้ทดลองแล้วถึง 30 กิโลเมตรสามารถที่จะเหวี่ยงน้ำใต้ดินนะครับ มาทางใต้ดิน คือต้องเข้าใจว่าน้ำบนดินไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่น้ำใต้ดินไหลไปตามทิศทางแรงเหวี่ยงของโลก แรงเฉี่อยของโลก โลกหมุนด้วยความเร็ว ที่เร็วมาก ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ โลกหมุมตัวนะครับ คือหมุนตัวถึง 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับ โดยประมาณ เพราะฉะนั้นเราจะอาศัยแรงเหวี่ยงของโลกนี่แหละ เหวี่ยงน้ำใต้ดิน น้ำใต้ดินก็มีการหมุนตลอดเวลา เรียกว่าน้ำมีชีวิต นี่คือ พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกว่ามีน้ำที่ไหน มีคนที่นั่น

เราจะช่วยด้วยวิธีการขุดบ่อ เพื่อเปิดช่องลมออก เหมือนอย่างกระป๋องนม เจาะ 1 รู เท่ากับแม่น้ำ ที่ไหลผ่าน แต่ถ้าเจาะอีก 1 รู เพื่อเปิดช่องลมนี้อออก แต่เราไม่ได้ต้องการเปิดช่อง เพื่อให้น้ำนี้ออกมานะครับ เปิดช่องเสร็จ เราต้องเจาะบ่อบาดาลอีกบ่อ เพื่อให้ผ่านการกรอง บังเอิญถ้าเกิดบ่อนี้ มีน้ำที่มีสารเคมีไหลลงไปเติม เราก็ยอมรับได้ ให้เติมลงไปได้ ซึ่งบ่อนี้จะต้องไม่มีขอบบ่อ จะเป็นระดับเรียบผิวดิน แต่เราจะทำรั้วลวดหนามกั้นเอาไว้ ไม่ให้คนเข้าไป เพราะบ่อนี้จะลึกประมาณ 7 เมตร คนจะลงไปเล่นไม่ได้ อันตราย ซึ่งในแต่ละปีที่ผ่านมา ดินก็จะทับถมลงไปในแต่ละปี ซึ่งไม่ต้องห่วง เพราะดินเหล่านี้ ไม่ใช่ดินเหนียว ยังไงก็ตาม น้ำก็ยังคงซึมผ่านไปได้  ชั่วนาตาปี ไม่ต้องขุดลอกอีกต่อไปเลย อาจจะผ่านไป 10 ปี 20 ปี บ่อาจจะลึกแค่ 3 – 4 เมตร เพราะดินบางส่วนก็อาจจะมีสไลด์ลงไปบ้าง ก็เป็นธรรมดา ก็ปล่อยไป แต่น้ำก็จะซึมโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว เสร็จแล้วเราก็เจาะบ่อบาดาลในทิศทางที่เหมาะสม ก็คือ จะต้องเป็นทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือทางทิศใต้ของบ่อ จะทำให้มีน้ำบาดาลไหลตลอดทั้งปี เพราะได้แรงเหวี่ยงจากแม่น้ำ ยกตัวอย่างเช่น แม่น้ำโขง บางจุดของแม่น้ำโขงเราสามารถทำได้หมดเลย ที่สำคัญปัจจุบันทีมงานของเราอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่คุ้งตะเภานะครับ ปรากฏว่า ที่คุ้งตะเภาแล้งมาก แต่เราลงไปแล้ว ทำแล้ว ประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นนะครับ คือเราเหวี่ยงน้ำ จากแม่น้ำน่าน ทุกลำน้ำสาขา เราเหวี่ยงได้หมด เราจะเหวี่ยงน้ำจากแรงโน้มถ่วงของโลก เราจะดึงน้ำเหล่านั้นมาใช้ในช่วงหน้าแล้ง แต่พอหน้าฝน เราจะใช้บ่อเดียวกันคือ ทูอินวัน นะครับ บ่อเดียวกันนี่แหละ เก็บน้ำฝนลงไปช่วย เราจะไม่อาศัยน้ำจากลำน้ำ เราจะอาศัยน้ำของเราเองต่อไป น้ำก็จะแผ่ขยาย ปีแรก เราประมาณการว่า น้ำจะไปได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร โดยประมาณ และทุกปี เติมน้ำลงไปทุกปี น้ำก็จะขยายไปเรื่อยๆ ลองคิดดูนะครับว่า ในอนาคตอีก 10-20 ปี เราเก็บกักน้ำได้ตลอด ไม่มีปัญหาภัยแล้งแน่นอน แม้กระทั่งว่า การแก้ไขปัญหาภัยแล้งทั้งหมดนะครับ ภูเขาหัวโล้นที่เราเห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพชรบูรณ์ น่าน หรือที่ต่างๆ ถ้าเราสามารถทำได้ เราก็สามารถสร้างความชุ่มชื้นบนภูเขาได้ แต่ต้องใช้เวลา 3 ปี 4 ปี 5 ปี 6 ปี สังเกตได้ว่า ผมได้ขุดเจาะบ่อบาดาล บ่อน้ำ ที่ช่องการม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ทดลองดู ปรากฏว่าขุดเจาะลงไป 6 เมตร ปัจจุบันน้ำขึ้นมาเกือบ 1 เมตร ขุดเมื่อเดือนที่แล้วนะครับ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 400 เมตร บนเขานะครับ เพราะการเหวี่ยงตัวของโลกนี่ เขาไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ น้ำที่อยู่ใต้ดิน จะแทรกซอย ไปตามรอยแตกของหิน ตามแรงเฉื่อยของโลก เชื่อไหมครับว่า บนยอดเขาเอเวอเรสต์ สามารถทำให้มีน้ำตกได้ บนความสูง 1-2-3 พันเมตรนี่ หรือแม้กระทั่งดอยอินทนนท์ เราสามารถเหวี่ยงน้ำขึ้นไปได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องดูว่า ในบริเวณนั้น มีแหล่งน้ำหรือเปล่า แต่ถ้าไม่มีแหล่งน้ำ 1 ปีแค่นั้นครับ แค่ฤดูฝนเดียว ถ้าขุด ณ วันนี้ เราจะมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ทั้งชาติ สภาพดินของเราเป็นดินเหนียวส่วนใหญ่ ถ้าเป็นญี่ปุ่น สัณฐานดินจะเป็นดินทราย ถ้าเป็นอเมริกา โดยสัณฐานดินจะเป็นลูกรัง การซึมผ่านน้ำของแต่ละที่ต่างกัน เพราะดินเหนียวนี่ ยิ่งกว่ากำแพงคอนกรีตนะครับ เพราะฉะนั้น อเมริกา ญี่ปุ่น จึงไม่จำเป็นต้องขุดลึก เผลอๆ ญี่ปุ่น เขาไม่ต้องขุดเลย เขาเจาะลงไปเอา เพราะเขาเป็นดินทรายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น บ้านเราต้องขุด เพราะมีสัณฐานชั้นดินมีหลายชั้นเรียงกัน กว่าจะถึงเบสล็อค มันต่างกัน วิธีการทำ เราจะต้องขุดทะลุชั้นดินเหนียวลงไป แล้วบ่อนี้จะใช้ได้ชั่วนาตาปี สามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติม หน้าแล้ง หน้าฝน เราก็ใช้ได้ เป็นทูอินวัน น้ำไม่มีหมด เติมมาเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล อยู่แล้วครับ

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  กล่าว ไฟฟ้าแบบโซล่าเซลล์ จำเป็นจะต้องใช้ เพราะว่าพื้นที่เกษตรทางโดยเฉพาะทางต่างจากอำเภอตั้งอยู่กลางบ้านนอกแล้วครับ เขาจะไม่มีไฟฟ้าใช้ส่วนใหญ่เขาจะใช้รถไถนาในการปั๊มน้ำต่อปั้มน้ำแต่ปัจจุบันถ้าเรามีโซล่าเซลล์ก็จะช่วยในเรื่องของความประหยัดได้เยอะ ใช้กับโซล่าเซลล์นี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชนบทห่างไกลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าได้แล้วจะทำให้ต้นทุนในการผลิตของเราให้ต่ำลง ซึ่งตรงนี้ทางราชการก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีนะครับ สามารถที่มาต่อยอดงานการเก็บน้ำลงใต้ดินนี้ได้ เพราะการสูบโซล่าเซลล์นี้จะสูบตลอดเวลาที่มีแสงแดด เพราะเมื่อสูบแล้วน้ำไหลออกมาไม่จำกัดก็สอดคล้องกับน้ำใต้ดินที่เราเก็บเอาไว้ แล้วเราเก็บลงไปในระยะเวลาเป็นปีปีที่ผ่านไปก็จะอยู่ใต้ดิน เสร็จแล้วเราสูบมาใช้โดยที่ พูดง่ายๆว่าเรามีน้ำใช้อย่างเหลือเฟือในพื้นที่     แล้วจุดประสงค์ของธนาคารน้ำใต้ดิน เราต้องการขุดบ่อและก็การเจาะบ่อบาดาลนี้เราไม่ได้ว่าเรื่องของโซล่าเซลล์นะครับ เราไม่ได้เน้น เพราะว่าโซล่าเซลล์ราคามันแพง ราคาแพง เราจะใช้เน้นของเครื่องสูบน้ำธรรมดาหรือมีไฟฟ้าใช้ธรรมดา แต่ถ้าได้โซล่าเซลล์ก็จะเป็นส่วนดีให้เกษตรกรคือเสริมเข้ามาครับ หลายๆที่เขาก็ไม่ได้ใช้โซล่าเซลล์ หลายที่เขาใช้เครื่องสูบน้ำธรรมดา หลายที่ก็ใช้ไฟฟ้าถ้าไฟฟ้าเข้าถึง

ต้นทุนการขุดบ่อบ่อหนึ่งจริงๆถ้าขุดโดยภาคประชาชนจะใช้เงินไม่เกิน 2 แสนบาท แต่ถ้าขุดโดยวิธีการจัดซื้อ-จัดจ้างนี้ มีการจ้าง มีการเสียภาษีราคาดินจะสูงขึ้นนะครับ โดยทั่วไปแล้วเราจะใช้ไม่เกิน 2 แสนบาทครับ คือสูงสุดแล้วครับที่ในการขุด และทุกวันนี้ในประเทศไทยของเรามีที่ไหนบ้างสำหรับโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน จุดกำเนิดครั้งแรกอยู่ที่วัดบุญเรืองสุวรรณาราม ที่จังหวัด หนองคาย วัดบุญเรืองสุวรรณาราม สังเกตได้ว่าวัดบุญเรืองสุวรรณารามจะอยู่ติดกับวัดอีกวัดหนึ่งคือวัดอาฮงศิลาวาสนะครับจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬทั้งสองจุดนี้โดยเฉพาะวัดอาฮงศิลาวาส ที่หลวงพ่อท่านสมานสิริปัญโญท่านอยู่นี้ครับ อยู่ติดลำน้ำโขงเลย ปกติถ้าติดลำน้ำโขงแล้ว รับรองได้ว่าตรงนั้นแห้งแล้งแน่นอน เพราะน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงหมด แต่ท่านเหวี่ยงน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้ปรากฏว่าตอนนี้วัดอาฮงศิลาวาสชุ่มชื้นไปด้วยน้ำทั้งหมด นี้คือต้นแบบของการทำงานที่หลวงพ่อท่านสมานท่านทำมากว่าระยะเวลากว่า 20 ปี ท่านทำและนอกจากนั้นท่านก็ทำที่วัดป่าหนองอ้อ จังหวัดอุบลราชธานี ทำที่วัดถ้ำหลวงปู่ล่า วัดถ้ำหลวงปู่ล่า จังหวัดหนองคายสำคัญยิ่งเพราะตรงนั้นเวลาซักผ้าจะเป็นน้ำกร่อย เป็นน้ำเค็ม แต่ไปทำแค่เพียง 2 ปี น้ำเค็มหายไปสนิทกลายเป็นน้ำจืด ทุกวันนี้วัดถ้ำหลวงปู่ล่าเป็นน้ำจืดทั้งหมด  เป็นน้ำจืดเลยจากเดิมเป็นน้ำกร่อย น้ำเค็ม กลายเป็นน้ำจืดเลย ด้วยระยะเวลาแค่ 2 ปี  ว่าน้ำเค็มนี้มีค่าถ่วงเฉพาะหนักกว่าน้ำจืด คือ 1.02 แต่น้ำจืด 1 ลิตร หนัก 1 กิโล แต่ถ้าเป็นน้ำเค็ม 1 ลิตร มันจะหนัก 1.02 กิโล เพราะฉะนั้นน้ำเค็มจะอยู่ข้างล่าง น้ำจืดจะอยู่ข้างบน เพราะฉะนั้นสังเกตว่าถ้าเราดูดน้ำจืดไปเยอะๆ น้ำเค็มจะดันขึ้นมาและก็จะกลายเป็นน้ำกร่อย จากน้ำกร่อยก็จะกลายเป็นนาเกลือในอนาคต ดุดขึ้นมาทำนาเกลือได้เลย เพราะฉะนั้นวิธีการก็คือว่าเราต้องเติมน้ำจืดเข้าไปเพื่อไล่น้ำเค็มนี้คือการแก้ไขปัญหา เราแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำที่มาตามลำรางสาธารณะน้ำที่มาแรงๆเราสามารถเก็บน้ำลงไป เราสามารถจะบรรเทาน้ำท่วมได้ เราจะแก้ไขปัญหาน้ำเค็มได้ทุกสารระบบในเรื่องน้ำเราแก้ไขได้หมด

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  กล่าว  นอกจากนั้นพื้นที่ของเอกชน ที่ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน เป็นจุดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่ากรมทหารราบที่ 6 โดยผมเป็นผู้บังคับการกรม ผมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะสภาวะภัยแล้ง ผมได้ประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขามร่วมกับทางโรงเรียนน้ำยืน โดยทางโรงเรียนก็ให้อาจารย์โกวิทนะครับอาจารย์โกวิทต้องเอ่ยชื่อนะครับ เพราะท่านเหล่านี้เป็นบุคคลที่บุกเบิกร่วมกับผม นายกอบต.เก่าขามนายกวิชิต นายกชาตรีครับ ร่วมทั้งนายก อบต.โสก ตำบลสีวิเชียร ตำบลโดมประดิษฐ์ ทั้งหมดตอนนี้ร่วมมือร่วมทั้งนายอำเภอน้ำยืนด้วยนะครับ ก็ร่วมกันผมขอเอ่ยชื่อคนเหล่านี้ถือว่าเป็นบุคคลนี้บุกเบิกให้งานนี้ออกมาร่วมกับผมกับกรมทหารราบที่ 6 ได้อย่างชัดเจน แล้วก็เป็นผลดีกับพี่น้องประชาชนปรากฏว่า ณ ปัจจุบันในพื้นที่ของตำบลเก่าขาม ตำบลโสกตำบลสีวิเชียรทั้งหลายของอำเภอน้ำยืน ประชาชนใช้น้ำกันอย่างมีความสุข สังเกตเห็นแววตาของประชาชนแล้วผมมีความสุขมาก ผมนึกถึงคำพูดของท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานะครับ ท่านมองว่าทหารอยู่ที่ไหนประชาชนอยู่ที่ไหน เดือดร้อนที่ไหน เราจะต้องเข้าไปโดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้นเพราะนี่คือจุดแรกที่ผมยึดคำมั่นคำสัญญากับประชาชนเอาไว้ว่า ประชาชนเดือดร้อนที่ไหนผมจะไปที่นั้น ผมจะไม่จำกัดจำกัดพื้นที่ว่าจะเป็นพื้นที่ตรงไหน พื้นที่อย่างไรรู้แต่ว่าถ้าเป็นประชาชนของพระเจ้าอยู่หัวแล้วพลเอกประยุทธ์ท่านบอกเสมอว่าเราต้องช่วยประชาชนทันที ปัญหาน้ำคือปัญหาหลักของชาติ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ ผมขอยกพระดำรัสของพระของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวที่ท่านตรัสเอาไว้เมื่อปี 29 ที่สวนจิตรลดานะครับ ท่านบอกไว้ว่ามีน้ำมีชีวิต ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าใช้คนอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ นี่คือพระดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในห้วงความทรงจำอยู่ในสมองผมตลอดเวลา เพราะนั้นผมปวารณาตัวว่าผมจะทำน้ำให้กับประชาชน ผมจะบุกเบิกในทุกทุกเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำให้กับประชาชนผม ผมถือว่างานนี้เป็นงานหลัก ถามว่าภารกิจผมคือการปกป้องอธิปไตยของชาติแต่ ณ วันนี้เราต้องรบ รบกับภัยแล้งของชาติวันนี้ผมทุ่มเททรัพยากรที่มีทั้งหมดในฐานะผมเป็นผู้บังคับการกรม ผมทุ่มเททรัพยากรนี้ให้กับชาติบ้านเมืองให้กับประชาชน วันนี้เรายังมีอีกหลายรายการที่เราจะทำให้กับประชาชน

 ผมรับผิดชอบหลักในพื้นของจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ แต่ผมทำในพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรีเมื่อไม่นาน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ไปพบนายก อบจ.จันทบุรีนะครับ เสร็จแล้วท่านก็ดำเนินการขุดบ่อแล้วตอนนี้ เสร็จแล้วก็ที่อุตรดิตถ์ สุโขทัย เขตนั้นพื้นที่นั้นเราทำกันแล้ว ที่ขอนแก่นวันนี้เรากำลังจะทำทั้งจังหวัดขอนแก่นร่วมกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นโครงการ 84 พรรษาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ทั่วจังหวัดขอนแก่น 84 บ่อ วันนี้ได้คุยกันเรียบร้อยแล้วเป็นหลักการ พร้อมแล้วที่จะลงมือทำงาน

สภาพดินของบ้านเราเป็นดินเหนียวส่วนใหญ่สัณฐานเรา ถ้าเป็นญี่ปุ่นโดยสัณฐานดินเป็นดินทราย และก็ถ้าเป็นอเมริกาโดยสัณฐานดินจะเป็นลูกรัง การซึมผ่านน้ำของแต่ละที่ต่างกัน ดินเหนียวนี่ยิ่งกว่ากำแพงคอนกรีตนะครับ เพราะฉะนั้นอเมริกาเขาไม่จำเป็นต้องขุดน้ำลึก ญี่ปุ่นเขาไม่จำเป็นต้องขุดน้ำลึก เผลอๆญี่ปุ่นเขาไม่ต้องขุดเลย เขาเจาะลงไปเอา เพราะเขาเป็นดินทรายอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นบ้านเราต้องขุด เพราะบ้านเราสัณฐานของดินเหนียวมันหลายชั้นเรียงกันลงไปกว่าจะถึงเบสล๊อก มันต่างกัน เพราะฉะนั้นวิธีการทำเราต้องขุดชั้นดินเหนียวลงไป และบ่อนี้จะใช้ได้ชั่วนาตาปี สามารถเก็บกักน้ำเพิ่มเติมหน้าแล้งเราก็ใช้ได้ หน้าฝนเราก็ใช้ได้ เป็น 2 in 1 น้ำไม่มีหมดครับ จะเติมมาเรื่อยๆอยู่แล้วตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล

น้ำลำรางไหลมาก็จะซึมลงไปเรื่อยๆทุกวินาที เพราะจะมีแรงกดของน้ำอยู่ข้างบน กดน้ำที่ปกติระดับน้ำปกติพอหน้าฝนน้ำจะเกินใช่ไหมครับ น้ำส่วนนี้จะถูกกดลงไปทุกวินาทีตลอดหน้าฝน

พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  กล่าวถึง หน้าแล้งนี้เรามีหลักการ 2 อย่าง หลักการแรกคือหน้าฝนเราจะเก็บกักน้ำ แต่พอหน้าแล้งเราจะเหวี่ยงน้ำจากแม่น้ำลำธารที่มีอยู่มาใช้ในพื้นที่ได้ บ้างจุดพื้นที่ห่างไกลถึง 30 กิโลเมตร เรายังสามารถดึงน้ำเหล่านั้นจากใต้ดินมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นพอหน้าแล้งเราจะสามารถดึงน้ำเหล่านั้นจากแม่น้ำลำธารเหล่านั้นมาใช้ได้ บางจุดผมได้ทดลองแล้วถึง 30 กิโลเมตร สามารถที่จะเหวี่ยงน้ำใต้ดินมาทางใต้ดิน คือต้องเข้าใจว่า น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่น้ำใต้ดินไม่ใช่น้ำทางใต้ดินไหลไปตามแรงเหวี่ยงของโลก แรงเฉื่อยของโลก โลกหมุนตัวด้วยความเร็วเร็วมากครับ ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้โลกหมุนตัวนะครับ คือหมุนตัวถึง 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับโดยประมาณ เพราะฉะนั้นเราจะอาศัยแรงเหวี่ยงของโลกเหวี่ยงน้ำใต้ดิน น้ำใต้ดินก็มีการหมุนตลอดเวลา เรียกว่า น้ำมีชีวิต นี่คือ พระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวเลยครับ ท่านบอกว่ามีน้ำที่ไหนมีคนที่นั่น น้ำมีชีวิตครับ และจุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากหลวงพ่อสมานสิริปัญโญท่านพระนิเทศศาสนคุณ ที่วัดอาฮงศิลาวาสครับ ท่านนำความรู้เหล่านี้กลับมาจากอเมริกากับท่านได้ศึกษาเป็นเวลากว่า 20 ปี ท่านก็เปิดเผยตรงนี้ให้เรา เดิมที่ท่านก็พบกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน แต่ปรากฏว่าไม่ก้าวหน้าเดินหน้าไม่ได้ เพราะว่าทำแล้วมันใช้เงินน้อยมาก แล้วพอดีท่านมาเจอผม ซึ่งผมก็มีความตั้งใจเหมือนกับท่าน  พันเอก(พิเศษ) ธนศักดิ์  กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณคลิปจาก  รายการ คนหลังข่าว ทางช่อง TNN 24


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับคลิป : ผู้การไก่(พระวิหาร) จับมือ ปชช. นำแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคอีสาน นำล่อง ต.เก่าขาม จ.อุบลราชธานี สำเร็จแล้ว พร้อมขยายผลปูพรม ทั่วประเทศ

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/118964