เอาอยู่ ! เลขาฯภตช แนะเพิ่มกฎหมายจาก 4 เป็น 9 ชั่วโคตร ลงโทษแบบกฏหมายตรา 3 ดวง

เปิดอ่าน 1,095 views
ถูกแชร์ทั้งหมด :: 0

เอาอยู่ ! เลขาฯภตช แนะเพิ่มกฎหมายจาก 4 เป็น 9 ชั่วโคตร ลงโทษแบบกฏหมายตรา 3 ดวง
“มงคลกิตติ์ เลขาฯ ภตช เห็นด้วยบางส่วน คสช เสนอ กฎหมาย ปราบทุจริต 4 ชั่วโคตร แนะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโคตร รวม ปู่ย่าตายาย , พี่น้องของปู่ย่าตายาย,พี่น้องของพ่อแม่,รวมลูกพี่ลูกน้อง,พ่อแม่ของสามีหรือภรรยา,พี่น้องของพ่อแม่สามีหรือภรรยา,ลูกน้องเก่าใกล้ชิดในเอกชนหรือราชการ ควรใช้บทลงโทษ 21 กรณีในกฏหมายตรา 3 ดวง เชื่อเอาอยู่หมัด ไม่ทำยุคนี้ถือว่ายึดอำนาจมาไร้ประโยชน์

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560 เวลา 07.35-08.00 น.ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ CU Radio 101.5 FM สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ กับ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ เรื่อง วิวาทปัญหาในสังคมไทย กรณี การทุจริตและแนวทางแก้ไขโดยการออกกฏหมาย 4 ชั่วโคตร

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลหรือ คสช เสนอออกกฏหมายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือ เรียกว่า กฎหมาย 4 ชั่วโคตร ความจริง 4 ชั่วโคตร ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ภรรยา แล้วก็พี่น้อง ร่วมอุทธรณ์ คือ แก้ได้มั๊ย มันก็แก้ได้ซัก 40% จาก 100% เพราะความจริง ณ ปัจจุบัน กระบวนการทุจริต มันเป็นการเอื้อผลประโยชน์ ที่ไม่ใช่เฉพาะเครือญาติ คำว่าเครือญาติ หมายความว่า ทั้งลูกพี่ลูกน้อง พี่ของบิดามารดา น้องของบิดามารดา คือมันขยายวงไปค่อนข้างไกล และขยายคลุม เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไปไกลกว่าระบบเครือญาติ คือไปถึงระบบเจ้านาย ลูกน้องเก่า ที่อุปถัมภ์กันมาตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ อายุ 20 กว่าๆ และเมื่อวันหนึ่ง เขามีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองสูง ก็ใช้บุคคลที่เคยติดสอยห้อยตามมาในสมัย ตั้งแต่ตอนงานบริษัทเดียวกัน ส่งไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ เพื่อควบคุมนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่เคยสังกัดอยู่ ซึ่ง 20 ปี ที่แล้วนี่ มันควรจะออกกฎหมายนี้ แต่ต่อให้ออกกฎหมาย 4 ชั่วโคตรนี้มา ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้เลย เพราะว่า ณ ปัจจุบันเราออกกฎหมาย 4 ชั่วโคตร เราออกล้าหลังกว่า พฤติกรรมมนุษย์ที่ไปถึงนี่ประมาณ 22 ปี

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ในอดีต มันไปไกลกว่าคำว่าญาติพี่น้อง มันไปไกลกว่านั้น แล้วก็ ณ ปัจจุบันกระบวนการทุจริต มันแทรกซึมไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง เพราะว่าธุรกิจเค้าเลี้ยงดูตั้งแต่ตอน ซี 3 ซี 4 จนถึงเป็นรองอธิบดี อธิบดี ปลัดกระทรวง ซึ่งหมายความว่า รับเงินเดือนข้าราชการส่วนหนึ่ง ระดับอธิบดี ก็ 7-8 หมื่นบาท แล้วก็มารับเงินเดือนจากเอกชน อีกประมาณเดือนละ 2 แสน ก็ให้เพิ่มไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนที่มีบุญคุณกับข้าราชการคนนั้น จนกลายเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง ที่เป็นคนเลี้ยงดูปูเสื่อ เลี้ยงทีละน้อยไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็น ซี3 จนถึงอธิบดี ก็ประมาณ 15 ปี ในช่วงที่เลี้ยงดูนี่ ไม่มีอำนาจหน้าที่ ที่จะอนุมัติหรือจะจัดซื้อจัดจ้าง หรือเข้าร่วมโครงการโน้น โครงการนี้ แต่เขาล่วงรู้ข้อมูลภายใน เพราะฉะนั้น ประเทศไทย สังคมไทย มันมีสุภาษิต อยู่อย่างนึง คือ บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ

เพราะฉะนั้น บุญคุณข้าราชการ ระบบราชการที่ให้เงินเดือน ก็เป็นหนึ่งส่วน แต่อีก 3 ส่วน เอกชนเขาให้มา แล้วตกลงบุญคุณใครมากกว่ากัน คือตอนนี้ ข้าราชการส่วนใหญ่เหมือนจะกลัว แต่คนที่อยู่ในกระบวนการทุจริต มองช่องทางไว้เรียบร้อยหมดแล้ว สบายไม่มีปัญหา เพราะว่าวางแผนไปลึกกว่านั้นแล้วตอนนี้ เขาครอบงำระบบความคิดของข้าราชการก่อนที่จะออกนโยบาย เพราะฉะนั้น คำว่าญาติ พี่ น้อง ไม่มีเลย คือมันครอบงำ ระบบสังคม ครอบงำระบบการตัดสินใจ ครอบงำสื่อ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ในมุมที่สมควรจะรับรู้ เพราะฉะนั้นกระบวนการทุจริต กับกฎหมาย มันห่างกัน 22 ปี และอีกอย่างหนึ่ง คือ กระบวนการทุจริต ต่อให้เราสามารถที่จะดำเนินคดีเขา แต่กระบวนการยุติธรรมมันช้า แล้วในช่วงที่กระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินไป เขากำลังถูกสอบ การเงินเขานี่ เขาจะเอาไว้ในต่างประเทศประมาณ 80 ส่วน อีก 20 ส่วน จะเอาไว้ที่เมืองไทย เพราะฉะนั้นเรายึดเขาได้ แต่กว่าจะสั่งฟ้อง กว่าจะดำเนินคดี กว่าจะติดคุกได้ ผมว่าทรัพย์สินนั้นมันไปไกลแล้ว
ความจริงผู้ที่ออกกฎหมายรู้ลึกทุกเรื่อง อาจจะแกล้งไม่รู้ก็ได้ อย่างเช่น สมมุติว่าผมอาจจะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย รับงบวิจัยมาสัก 2 พันล้าน แล้วให้คณาจารย์ที่ตัวเองเป็นคนฟูมฟักมา โดยที่ไม่ใช่ญาติ พี่น้องตัวเอง เป็นคนไปรับงานวิจัยมา แล้วก็กินค่าคอมมิชชั่นด้านหลัง นี่มันใช่ญาติพี่น้องไหม สัมผัสไม่ได้เลย มองไม่เห็น มันเป็นเจ้านาย ลูกน้อง ที่เคยอุปถัมภ์ ช่วยเหลือกันมาก่อน สมัยนี้กระบวนการคอร์รัปชั่นมันไปไกลมาก ไปไกลแบบ นายกบอกว่า ประชาชนไทย ข้าราชการไทย ต้องไป 4.0

แต่ตอนนี้ ระบบราชการไทย มันอยู่ประมาณซัก 1.0 ประชาชนอยู่ประมาณซัก 0.25 ส่วนใหญ่นะ ชนชั้นนำมีไม่เท่าไหร่ที่จะเป็น 4.0 ได้ แล้วคนทุจริตส่วนใหญ่เก่งด้วย ประมาณ 6.0 ตอนนี้ คือ ต้องอย่าลืมว่า คนที่อำนาจ กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นข้าราชการระดับสูงได้นี่ ต้องถามตรงๆว่า คนพวกนี้ทุกคนบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ กว่าจะเติบโตมาได้ ต้องผ่านระบบอุปถัมภ์ เกื้อกูลกัน บุญคุณต้องตอบแทน แค้นต้องชำระ มามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือระบบของประเทศไทย ระบบของสังคมไทย ซึ่งแยกแยะไม่ออก กับคำว่าอุปถัมภ์ หรือคอร์รัปชั่น การทุจริตมันรวมอยู่ในเรื่องเดียวกันหมด เพราะฉะนั้น สมมุติว่าเราออกกฎหมาย ความจริงแล้วนี่ กฎหมายก็มีส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วมันต้องมีสามัญสำนึกของความเป็นข้าราชการ ความเป็นนักการเมือง หรือคนที่เป็นนักธุรกิจก็เกี่ยวข้องเหมือนกัน เพราะนักธุรกิจก็ซื้อ ซื้อทั้งระบบ ทั้งหน่วยงาน มีบางบริษัทฟูมฟักหน่วยจัดเก็บภาษี ตั้งแต่ ซี 3 จนถึงปัจจุบันเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงกันแล้วนี่ ช่วยเหลือให้เสียภาษีน้อยที่สุด หรือไม่ต้องเสียเลย เพราะเลี้ยงกันมานาน ต่อให้ข้าราชการ เกษียณอายุราชการไปแล้วเหลือเงิน ล้านห้า หรือ สองล้านนี่ พวกนี้เขาให้กันเป็นร้อยล้านบาท แล้วข้าราชการคนนั้นจะเอาเงินเดือนข้าราชการตอนเกษียณ หรือจะไปเอากับบริษัทที่ให้กันมาโดยตลอด อันไหนง่ายกว่ากัน ทีนี้จิตใจเขาก็ไม่ได้รับใช้ประชาชนแล้ว รับใช้บริษัท

ส่วนการออกกฎหมายนี้แล้วได้ผล 40% หมายความว่า คือการบังคับใช้กฎหมายด้วยนะ แล้วก็การบังคับใช้ คนใช้ คือใคร มนุษย์มีความผูกพัน มนุษย์มีหิริโอตัปปะขนาดนั้นเลยหรือ เพราะฉะนั้นแล้ว กระบวนการมันยังสามารถแทรกแซงได้ ด้วยบุญคุณต่างตอบแทน ในระบบราชการที่เคยเกื้อหนุนกันมา
นายมงคลกิตติ์ กล่าว ต้องถามว่า คนบังคับใช้กฎหมาย แยกผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์สาธารณะได้หรือเปล่า เพราะถ้ายังแยกไม่ได้ ไม่มีผลครับ
คือ เขียนได้ คนที่กลัว คือข้าราชการระดับที่ไม่ใช่หัวกะทิจะกลัว แต่ถ้าเป็นหัวกะทิจะไม่กลัว เพราะเขามีช่องอยู่ ช่องที่จะเลี่ยงทางวินัย ทางอาญา การฟอกเงิน เขามีช่องเลี่ยงอยู่ทุกกระบวนท่า จริงๆแล้ว เบื้องต้น ต้อง 9 ชั่วโคตร แล้วก็ใครมีสัมพันธ์กับใคร เจ้านาย ลูกน้อง ต้องแยกออกจากกันให้ได้ก่อน พอเขียนเสร็จ ตอนนี้สภาพการบังคับใช้กฏหมาย ณ ปัจจุบัน ผมไม่แน่ใจว่า เราดันไปถึงเรื่องโทษประหารชีวิตได้หรือ ก็ยังคงอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการประหารชีวิตแบบเบสิค เขาเรียกว่า ตายแบบสบาย มันต้องเหมือนประเทศจีน เกาหลีเหนือ จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องฆ่าเยอะ ฆ่าแค่บางคน ที่เป็นตัวอย่าง ให้เขากลัว ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชน คือ บางทีถ้าเราเอาเรื่องสิทธิมนุษยชน มาบดบังกับการพัฒนาประเทศ พอมีสิทธิมาก คนก็ไม่รู้หน้าที่ เมื่อคนไม่รู้หน้าที่ ก็ไม่รู้ว่าเราเกิดมาต้องทำอะไรให้กับแผ่นดิน เพราะฉะนั้น สิทธิ กับหน้าที่ ผมว่าหน้าที่ อยู่เหนือกว่าสิทธิ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวเสริม คำว่า พี่น้องของพ่อแม่ ลูกน้องอีก ลูกพี่ลูกน้อง ก็หมายถึงเครือญาติ ต่อไปก็ พี่น้องของปู่ย่า หลังจากนั้นก็เจ้านาย ลูกน้อง ที่เคยเกื้อหนุนกันมาก่อน ตามระบบอย่างเช่น คนๆนี้เคยทำงานบริษัทนี้ อยู่ระยะเวลาหนึ่งส่งลูกน้องไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั้น ไปเป็นบอร์ดกระทรวงนี้ มันต้องครอบคลุมก่อน หลังจากนั้นสภาพการเอาผิดหรือลงโทษ จะต้องใช้เหมือนกฎหมาย ตรา 3 ดวง ซึ่งผมจำได้ว่า ตอนนั้น ท่านพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่า สตง.เคยเสนอในกรรมาธิการ ให้เอาบทบัญญัติการลงโทษในกฎหมายตรา 3 ดวง มาใช้ จะสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนชั่วได้ ส่วนกรณีคนที่เคยอยู่ส่วนราชการเดียวกัน เคยมีปฏิสัมพันธ์ที่ต้องเป็นเจ้านาย ลูกน้อง ในการที่จะเป็นคนชง คนเสริฟโครงการกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราตัดตรงนี้ได้ ในการแต่งตั้ง หรือจะเอาคนไหนมาช่วยทำงาน มาเป็นบอร์ดนั้น มาเป็นบอร์ดนี้ คือเราต้องไม่รู้จักเขา เราต้องใช้วิธีการสรรหา จากคุณสมบัติด้วยตัวเขาเอง อย่าใช้ดุลยพินิจ ควรดูผลงาน. อย่างเช่น ตอนนี้กำลังจะมีการสรรหา ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประมาณ 150 ตำแหน่ง ของกระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นมีระบุ คะแนนประสิทธิภาพ คะแนนจิตพิสัย คะแนนสมรรถนะ ซึ่งเป็นคะแนนดุลยพินิจทั้งนั้น ทำไมไม่เอาคะแนนสอบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย คนที่จะมีสิทธิสอบ จะต้องมีคุณสมบัติตามนี้ ๆก็รับตามจำนวนเท่าที่จะบรรจุแต่งตั้งไป จะได้ไม่ต้องมาวิ่งเต้นกัน ไม่ต้องรู้จักกันเลย ดูผลงานอย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังที่เป็นจริงได้ เพราะในเมื่อ คสช มาเป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่งั้นจะปฏิวัติไปทำไม เราเป็นรัฐบาลเผด็จการ แต่ต้องเป็นเผด็จการที่ทำผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน มันถึงจะได้มักได้ผล ไม่งั้นจะยึดอำนาจมาทำไม เสียเวลาเปล่า


แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : เอาอยู่ ! เลขาฯภตช แนะเพิ่มกฎหมายจาก 4 เป็น 9 ชั่วโคตร ลงโทษแบบกฏหมายตรา 3 ดวง

ร่วมแสดงความคิดเห็น


http://www.khaochad.com/117027